Support
4lagroup
ติดต่อ T.086-4624228
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

Immune systen(ระบบภูมิคุ้มกัน)

 

 

 

 

 

 

ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และสมดุล คือเกาะป้องกันและดูแลร่างกายให้แข็งแรงจากภายใน

 

 

 

 

Immune system (ระบบภูมิคุ้มกัน )คืออะไร?

 

                ระบบภูมิคุ้มกัน คือ กุญแจดอกสำคัญสำหรับการดูแลสุขภาพ โดยจะช่วยในการปกป้องเรา

จากโรคทุกชนิด ตั้งแต่โรคหวัดจนถึงโรคมะเร็งชนิดต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถช่วยต่อสู้กับพิษล

และชะลอความชรา ดังนั้น หากเราใช้ชีวิตโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพอันเกิดจากปัจจัยต่างๆ

 เช่น การรับประทานอาหารการอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแลัวแต่บั่นทอน

ระบบภูมิคุ้มกันให้อ่อนแอและสิ่งที่ตามมา คือ เรามีโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

 

 

 
     
 
รูปแสดง การเปิดออกของผิวหนัง ซึ่งเป็นช่องทางที่เชื้อโรคแปลกปลอมสามารถเข้าร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน
 
ร่างกายก็จะเริ่มต่อต้านทันที

 

 

ระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างไร?

 

               ระบบภูมิคุ้มกัน จะทำหน้าที่เสมือนหมอทหารที่ไม่เพียงทำหน้าที่ปกป้องร่างกาย ยังเป็นหมอที่

 

เยียวยารักษาซ่อมแซมและปรับสมดุล โดยส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ใน ระบบคือ ระบบท่อและต่อมน้ำเหลือง

 

 กับระบบกระแสเลือด โดยจะทำหน้าที่


   1. ป้องกันและทำลายเชื้อโรคที่เข้ามารุกราน (Defense)


   2. กำจัดเนื้อเยื่อที่ตายหรือถูกทำลายลง รวมทั้งสารพิษ ให้ออกจากร่างกาย (Homoostasis)


   3. คอยลอดตระเวนและซ่อมแซมร่างกาย (Surveillance) เมื่อมีบาดแผลหรืออักเสบติดเชื้อ


ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถทำงานได้ ประสิทธิภาพสูงสุด ต่อเมื่อมีดุลยภาพที่สมบูรณ์ เช่น ลำไส้ของเรานั้น 

 

จะมีทั้งแบคทีเรียที่ดีและอันตรายอยู่ด้วยกัน ตราบใดที่แบคทีเรียทั้ง ชนิด ในลำไส้อยู่ด้วยกันอย่าง

 

สมดุลนั้น ระบบการย่อยก็จะแข็งแรง แต่ในทางตรงข้ามกัน หากแบคทีเรียทั้ง ชนิด

 

ในลำไส้อยู่กันแบบไร้สมดุลก็จะเกิดปัญหาในเรื่องของระบบการย่อยและอาจติดเชื้อได้


 

  
 

ศัตรูของระบบภูมิคุ้มกัน?

                เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันนั้น ต้องการสารอาหารบางประเภทเพื่อช่วยให้ทำงานได้อย่าง มี

 

ประสิทธิผล เช่น อินเตอร์เฟียรอน นั้นเป็นสารต้านไวรัสและมะเร็งที่ถูกขับออกมาโดยเนื้อเยื่อทั่วร่างกายก็

 

 ต้องการ Vitamin C ดังนั้น การบริโภคอาหารที่ขาดสารอาหารที่สมดุลก็จะบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกั

ให้อ่อนแอ ลง นอกจากนั้นศัตรูที่สำคัญๆ นอกจากการบริโภคอาหารแล้วได้แก่ การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ การฉายรังสี การบริโภคแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนมาก มลพิษต่างๆ 

การบริโภคยาปฏิชีวนะต่างๆ รวมถึงความเครียด อีกด้วย ซึ่งความเครียด 

จะทำให้ร่างกายปล่อยสารเคมีออกมากดการทำงานของภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง


ภูมิคุ้มกันต่ำเป็นอย่างไร?

               ระบบภูมิคุ้มกันที่ด้อยประสิทธิภาพจะส่งสัญญาณให้เห็นได้ง่ายๆ เช่น การที่คนเราป่วยเป็นหวัดกันปีละ 1-2 ครั้ง และบางครั้งอาจทำให้เราติดเชื้อบ่อยครั้งขึ้น นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ อีก ได้แก่ ระบบการย่อยผิดปกติ อาการปวดเมื่อยตามตัวและข้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผิวหนังหมองคล้ำ

 

 

 

 

สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ การใช้ Transfer Factor ในการเสริมภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ
หรือ ปัญหา  ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ได้ที่
Tel.086-4624228 

 

 
 
คลิ๊ก

 
 

 

 

 

 
Transfer Factor ช่วย ระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไร

Transfer Factor กับ ระบบภูมิคุ้มกัน

(Immunorehabiliation with Transfer Factor)

 

แปลจากงานวิจัยของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศรัสเซีย

 

        ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในทางการแพทย์ ยังไม่ได้

 

ช่วยทำให้จำนวนคนที่เป็นโรคติดเชื้อหรือโรคที่ไม่ติดเชื้อลดลงไป กว่าเดิม ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนจำนวนมากที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคทางระบบหายใจ โรคต่อมไร้ท่อ หรือโรคทางด้านจิตและประสาท รวมไปถึงคนที่ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้น

 

 

         ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้การเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมหรือการได้รับสารอาหารที่ไม่ถูกวิธีหรือไม่มีประโยชน์ รวมไปถึงการได้รับยาจากโรคที่ได้รับหรือพฤติกรรมและความเครียดที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวันตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่องได้

 

 

        การได้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ระบบภูมิ คุ้มกันในร่างกายทำงานได้เป็นปกติหรือทำได้ดีขึ้น สารดังกล่าวมีทั้งในธรรมชาติหรือสามารถสังเคราะห์ขึ้น ช่วยทำให้กลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นตามมา

 

 

        ในธรรมชาติดั่งเดิม สารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคน เริ่มต้นจากการได้รับน้ำนมเหลืองจากมารดา ซึ่งถือว่าเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่รู้จักกันดี โดยเป็นสายกรดอะมิโน สามารถป้องกันหรือทำลายเชื้อโรค ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส ราหรือโปโตซัว ได้เป็นอย่างดี

 

 

         

 

        ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า Transfer Factor มีส่วนสำคัญในการรักษาและป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โรคต่างๆ โรคมะเร็ง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

 

        ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Transfer Factor ได้มีการศึกษาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์อย่างกว้างขวางในประเทศรัสเซีย

 

 

แนวคิดใหม่ในการพัฒนากลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง

 

        ในยุคศตวรรษที่ 20 ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ปรากฏว่ามีจำนวนคนที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันได้มีการเจริญและพัฒนาสาย พันธุ์ของเชื้อชนิดต่างๆ มากขึ้น การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เพิ่มขึ้น นอกจากเกิดจากการพัฒนาของตัวเชื้อแล้วในคนที่ติดเชื้อยังพบว่าภายในร่างกายก็มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีพอ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญทั้งจากภายนอกและภายในที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้

 

 

        ปัญหาในการรักษาหรือความพยายามในการใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อยังมีอยู่ เนื่องจากการดื้อยาหรือการพัฒนาสายพันธุ์ของตัวเชื้อ ดังนั้นในการป้องกันที่ดีคือการเปลี่ยนรูปแบบเป็นการให้วัคซีนหรือการรักษา ต้านเชื้อจุลินทรีย์ด้วยการให้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator) ซึ่งสามารถจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่จำเพาะและไม่จำเพาะแก่ร่างกายโดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะสามารถทำให้ร่างกายสามารถทำลายหรือ ฆ่าเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายได้ทันที

 

        สิ่งแปลกปลอมที่ถือว่าเป็นแอนติเจน (antigen) ในระยะแรก ร่างกายจะมีการทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล (Neutrophil)และ แมคโคฟาจ (Macrophage) กินโดยตรงและมีการปล่อยเอนไซม์หรือสารย่อยทำลายเชื้อโรคโดยตรง ขณะเดียวกันกระบวนการปล่อยสารที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มทำงานแบบ ไม่จำเพาะ (Humoral immunity linked non-specific factors) ทำให้เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดสามารถผ่านผนังเส้นเลือดมายังเนื้อเยื่อที่มี เชื้ออยู่แล้วไปกินเชื้อโรคโดยตรง ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบระยะเฉียบพลัน (Acute inflammatory antimicrobial reaction)

 

 

         นอกจากนี้แล้วเซลล์ B-lymphocyte และ Plasma cells จะมีการหลั่งสารแอนติบอดี (antibodies)ซึ่งเป็นสาระสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายหลายชนิด ได้แก่ IgA, IgM, IgG, IgE หรือ IgD

 

        นอกเหนือจาก B-lymphocyte แล้ว T-lymphocyte เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในระบบภูมิคุ้มกัน ในร่างกายบนตัวของ T-lymphocyte จะมีตัวจับสัญญาณต่อเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายที่จำเพาะเจาะจงมาก และได้มีการแบ่งตัวกลายเป็น T-helper (Th) ซึ่งจะทำให้มีการกระตุ้นการทำงานของ T-cell ในรูปแบบของ Cytotoxic T-lymphocyte cละ T-suppressor (Ts) เพื่อติดตามประสิทธิภาพของการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของเซลล์ Natural killer cell (NK cell) ต่อไป

 

 

        สารไซโตคาย์ (Cytokines) ที่สำคัญคือ อินเตอร์ลิวคิน (interleukin) ชนิดต่างๆ ได้แก่ IL-2, IL-4, INF-a, INF-g ที่หลั่งออกมาจาก T-helper lymphocyte หรือ IL-1 จากแมคโคฟาจน์ จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นแมคโคฟาจน์ เพื่อไปทำลายเชื้อและทำให้สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวให้มีขนาดที่เล็กลง และกลายเป็นสารแอนติเจน (antigen) ที่จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันขั้นสองหรือ Majour histocompatibility complex (MHC) ต่อไป โดยกระบวนการติดเชื้อระยะแรก มักใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงหลังการติดเชื้อ และออกฤทธิ์ได้นานถึง 4 วัน หากในภาวะที่ร่างกายมีการติดเชื้อหรืออักเสบแบบเรื้อรัง (chronic infection-inflammation) การกระตุ้นด้วยกระบวนดังกล่าวขั้นตอนจะไม่เกิดขึ้น

 

 

        ในเด็กที่ได้รับวัคซีนไปแล้วเป็นระยะเวลานาน ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอาจไม่คงที่หรือลงลงตามระยะเวลา หากได้รับเชื้อที่แรงกว่า ระบบภูมิคุ้มกันก็อาจไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในเด็กมักประสบปัญหาหรือป่วยด้วยโรคติดเชื้อหรืออักเสบ ในระบบทางเดินหายใจได้บ่อย

 

 

        แนวทางการรักษาที่เป็นไปได้ในทางการแพทย์คือ การให้สารกระตุ้นระบบการทำงานของ monocytic-macrophage ได้แก่ Sodium mucleinate, myelopid, likopid, polyoxidomy, Echinaceaอาจทำได้ รวมไปถึงการใช้สารกระตุ้น Interferon (IFN) ได้แก่ amyxin, cycloferon, neovir หรือกระตุ้นMacrophage, B และ T-lymphocytes ได้แก่ Thymus products, pirogenal, prodigiosanเป็นต้น ในการใช้สารต่างๆ นั้นพบว่าก็ยังมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 30-50% ของที่มีอยู่เดิม

 

 

Transfer Factor ที่ได้จากหัวน้ำนมแม่โค

 

        Transfer Factor ที่ถูกค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 โดย H.S. Lawrence มีลักษณะโครงสร้างเป็นสารเปปไทด์ที่มีกรดอะมิโนเพียง 44 ตัว

 

และมีน้ำหนักน้อยกว่า 10,000 ดาลตัน (3,500-5,000 ดาลตัน) พบว่ามีความสามารถในการกระตุ้นทั้ง T-suppressor, T-killer และ macrophage

 

 

        Transfer Factor มีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ สามารถถ่ายทอด CMI หรือ DTH ที่จำเพาะจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ และไม่เป็นพิษต่อผู้รับ Transfer Factor (TF) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่ออาการแพ้ในคน ปราศจากเคซีน, Lactogloulins และโปรตีนขนาดใหญ่ (ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้นม) แต่มีส่วนที่สามารถกระตุ้นไซโตคายน์ในร่างกายได้ โดยคณะกรรมการ Academician AA Vorobiv ของ Russian Academy of Medical Sciences ได้ชี้ชัดว่าสามารถนำไปใช้ในเด็กและผู้ใหญ่ได้ โดยไม่มีข้อห้ามในการใช้และปลอดภัยในคนอย่างมาก

 

 

        ในการทำงานของ Transfer Factor ในร่างกายนั้นมีหน้าที่ 3 แบบ คือ Inducer, Antigen specific หรือ Suppressor ขึ้นอยู่กับความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคนมากน้อยเพียงใด แต่กลไกการทำงานของ Transfer Factor มีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือการกระตุ้นเซลล์ Macrophage และ Cytotoxic T-lymphocyte

 

 

         Transfer Factor สามารถนำมาใช้ร่วมกับยาอื่นๆ ได้ เพื่อช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายดีขึ้นได้ แต่จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า Transfer Factor  มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของ Natural killer cell (NK cell) ได้มากกว่ายาชนิดอื่นๆ 

 

 

        นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า  Transfer Factor  ยังสามารถกระตุ้นให้เซลล์โมโนนิวเคลีย (mononuclear blood cell) ในการต้านเซลล์มะเร็งได้

 

 

 

 

การใช้ Transfer Factor ในกลุ่มโรคต่างๆ

 

1. โรค ไวรัสตับอักเสบ โดยสามารถใช้ทั้งในไวรัสชนิด บี และ ซี โดยจากรายงานพบว่า ในผู้ป่วยโรคนี้จำนวน 50 รายที่ได้ใช้ TF เพียง 1 แคปซูล/ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง/วัน ติดต่อกัน 14 วัน พบว่ามีผลเทียบเท่ากับการใช้สารInterferons ซึ่งต้องใช้เงินในการรักษาประมาณ 10,000-50,000 US นอกจากนี้การใช้ TF  ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบชนิดบี จำนวน 24 ราย และไวรัสตับอักเสบชนิดซี จำนวน 34 ราย จำนวน 1 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน นานเพียง 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลข้างเคียง และให้ผลทางคลินิคได้ดีกว่าการใช้ยาอื่น

 

 

2. การ ติดเชื้อ Chlamydial พบว่าการใช้ TF ในผู้ป่วยจำนวน 24 ราย เพศชายที่มีปัญหา Urogenital chlamydiosis เป็นเวลา 10 วัน เพียงวันละ 3 แคปซูลต่อวัน พบว่าสามารถช่วยทำให้ผลการรักษาด้วยยา ดีขึ้น

 

 

3. โรค ติดเชื้อที่กระดูกและไขกระดูก (Osteomyelitis) พบว่าในกลุ่มโรคนี้จะมีการติดเชื้อเรื้อรัง และเกิดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การได้รับ TF ครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน นานติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ก่อนการรักษาโดยการผ่าตัด และ 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน นานติดต่อไป 2 เดือนหลังการผ่าตัด จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นและสารอนุมูลอิสระลดลงได้

 

 

4. โรคติดเชื้อ HIV การใช้ TF  สามารถช่วยทำให้ T-helper (CD+4) มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการใช้ TF  เพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์

 

 

5. โรคภูมิแพ้ (Allgeric) พบว่าในกลุ่มโรคภูมิแพ้ T-suppressor จะทำงานลดลงและมีการหลั่ง IgE มากเกินไป ดังนั้น TF จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ทั้งเฉพาะที่ เช่น บริเวณผิวหนัง ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ เป็นเวลา 20 วัน อาการแพ้จึงจะบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในกลุ่มคนที่เป็นโรค Psoriasis หรือatopic dermatitis การใช้ TF ประมาณ 7-10 วันก็จะเห็นผล ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น ไม่หลุดลอกและไม่คัน

 

6. โรคพยาธิใบไม้ ตับ (Opisthorchiasis) การใช้ TF ครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันเพียง 7 วัน จะให้ผลทางคลินิคที่ดีขึ้น เช่น หลอดเลือดอักเสบหรือปวดตามข้อลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยานานถึง 6เดือน

 

 

7. โรค มะเร็ง (Oncology patient) ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร พบว่า การได้รับ TF Pเพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 30 สัปดาห์ สามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ (Non-specific immunity) และยังพบว่า ปริมาณของ CD3+, CD4+, CD8+ ในเซลล์เม็ดเลือดขาว รวมไปถึงจำนวน NK-cell มีจำนวนเพิ่มขึ้น กลุ่มคนไข้ที่มีอาการข้างเคียงจากโรค เช่น อ่อนแรง หายไป

 

8. โรคแผลที่ทางเดินอาหาร (Duodenal ulcer) พบว่าในกลุ่มผู้ป่วยจำนวน 20 ราย ที่ได้รับ TF  เพียง 2แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 10 วัน และ 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 20 วัน รวมเป็นเวลา 30 วัน พบว่าหลังจากที่ได้ TF  10 วัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทั้ง Humeral และ Cellular immunities เพิ่มขึ้น

 

 

ข้อเสนอแนะในการใช้ Transfer Factor

 

1. ในการป้องกัน (Prevention) รับประทานเพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 30 วัน

 

2. การติดเชื้อระยะเฉียบพลัน (acute infection) ควรรับประทาน 2 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันอย่างน้อย7 วัน

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ T.086-4624228

 

 

 

คลิ๊ก

 

 

ความสามารถในการเพิ่ม NK CELL ของTransfer Factor

Transfer Factor กับ การเพิ่ม NK cell

สามารถเพิ่มประสิทธิภาพเซลเม็ดเลือดขาวชนิดNK cell ภายใน 48 ชั่วโมง

 

 

 

 

การทดลองทำโดย ศูนย์วิจัยโรคมะเร็งประเทศรัสซี

 

สถาบันวิทยาศาสตร์และการแพทย์แห่งประเทศรัสเซีย

 

 

            ศูนย์วิจัยโรคมะเร็ง Blokhin ได้ทำการแยกเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด NK cell (ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ) จากคนที่มีสุขภาพดี มาเพาะ

 

เลี้ยงในห้องทดลอง และทำการเติมสารในการกระตุ้มภูมิคุ้มกันชนิดต่างๆ  ได้แก่ Transfer factor   ทิ้งไว้นาน 48 ชั่วโมง จากนั้นใส่เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด K562 ลงไป แล้วนำไป

 

วัดค่าดัชนีของความเป็นพิษ (Toxicity) ด้วยวิธี MTT Assay Technique พบว่า 

 

         Transfer factor สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว (NK cell) ได้สูงที่สุด  ภายใน 48ชั่วโมง

 

  (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)

 

สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ประโยชน์และวิธีการใช้  ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ 
สำหรับเสริมสร้าง ระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ หรือแก้ปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันได้ที่
Tel.086-4624228 หรือ

 

            คลิ๊ก
 

 
ความสามารถในการเพิ่ม IgA (Immunoglobulin A)ระบบป้องกันโรค ของ Transfer Factor

Transfer Factor ช่วยการเพิ่มขึ้นของแอนตี้บอดี้ (Antibody)IgA

 

 

 

 

 

 

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์

               ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทรานสเฟอร์วิทยา  กระบวนการต่างๆ ที่ผ่านการจดสิทธิบัตรและการศึกษาเพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลของ  Transfer Factor ที่มีต่อการส่งเสริม ระบบภูมิคุ้มกัน การศึกษาที่สำคัญชิ้นหนึ่งที่ใช้  ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์  ที่มีต่อการทำงานของเซลล์เพชฌฆาต (NK cell) ผลที่ได้แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพของเซลล์เพชฌฆาต 

 

                 แผนกวิจัยและพัฒนาของ และสมาชิกของคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ 

ดร.ริชาร์ด แบนเน็ต ได้ศึกษาผลของ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ที่มีต่อระดับของ IgA (Immunoglobulin A) ภายในร่างกาย



 IgA มีความสำคัญต่อร่างกายมนุษย์อย่างไร

 

                แอนตี้บอดี้ IgA ซึ่งถูกผลิตโดย B-cells เป็นโปรตีนที่มีความสำคัญและถูกนำไปใช้ในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อแยกแยะและ ทำลายสิ่งแปลกปลอม  IgA มีอยู่บนพื้นผิวของเยื่อบุผิว (mucous membranes) เช่น ปาก จมูก ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ทางเดินปัสสาวะ และทางเดินของระบบสืบพันธุ์และมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับสุขภาพของร่าง กาย โมเลกุลรูปตัว Y เหล่านี้จะจับติดอยู่กับผู้บุกรุก ป้องกันผู้บุกรุกด้วยการผูกติดและนำส่งผ่านตลอดแนวของเมือก ไม่ให้ผู้บุกรุกเข้าไปในเนื้อเยื่อและกระแสเลือดของร่างกาย ประมาณ 95% ของตัวการที่ทำให้เกิดโรคทั้งหมด (เชื้อโรค) เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านเยื่อบุผิวซึ่งเรียงเป็นแนวยาวของ ปาก จมูก ปอด ลำไส้ และอื่นๆ เชื้อโรคจากอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านลมหายใจ อาหารที่คุณทานจากมือสู่ปาก ทีนี้ขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของคุณที่จะป้องกันคุณจากการโจมตี    แอนติบอดี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโมเลกุล IgA ช่วยขจัดภัยคุกคามจากเยื่อบุผิวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เมื่อคุณเพิ่มการผลิตของ IgA คุณได้จัดเตรียมสิ่งกีดขวางที่มีชีวิตในการป้องกันร่างกายของคุณเอง ลองคิดดูว่าโมเลกุล IgA ในฐานะหน่วยรักษาความปลอดภัยกำลังลาดตระเวนอยู่บนเยื่อบุผิวของร่างกาย เมื่อมันพบเจอกับผู้บุกรุก (เชื้อโรค) IgA ก็จะจับเชื้อโรคแนะนำมันออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายคุณมีโมเลกุล IgA ที่มากขึ้นในการลาดตระเวณไปทั่วร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของคุณจะมีความสามารถที่ดียิ่งขึ้นในการป้องกันตัว



จากการศึกษา

                  ได้ทำการทดสอบกับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี 21 คน ซึ่งไม่เคยรับประทาน ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เป็นการศึกษา 4 สัปดาห์ของ  Transfer Factor และ โมเลกุล IgA  วิธีการง่ายๆ ที่จะทดสอบความเข้มข้นของโมเลกุล IgA ที่มีอยู่ในน้ำลาย เรา ได้รวบรวมตัวอย่างน้ำลายของผู้ทดสอบแต่ละคนทุกๆ สัปดาห์ตลอดการทดลอง เพื่อพิจารณาผลของ Transfer Factor ที่มีต่อ IgA ผู้ทดสอบแต่ละคนทาน  ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์  ใน 2 สัปดาห์แรก



ผลการทดลอง

                หลังจาก 4 สัปดาห์ 100%ของผู้ทดสอบแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของการผลิต IgA ในน้ำลายโดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 73% เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นฐาน 1 สัปดาห์ ยิ่งกว่านั้นผู้เข้าร่วมทดสอบส่วนใหญ่ (95%) แสดงผลการเพิ่มขึ้นภายในเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น



สิ่งนี้มีความหมายอย่างไร? สำหรับคุณ

             การศึกษานี้บอกเป็นนัยว่า Transfer Factor สื่อสารกับระบบภูมิคุ้มกันของคุณ ซึ่งแสดงผลได้ดังนี้

 

  • กระตุ้นการผลิตแอนตี้บอดี้ IgA ของ B-cells, เพิ่มการป้องกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาทางเยื่อบุผิว
  • เตรียมการป้องกันที่สำคัญ ณ บริเวณที่มีโอกาสพบเจอผู้บุกรุก (เชื้อโรค)
  • เพิ่มการป้องกันประเภทแอนตี้บอดี้ที่จำเป็นสำหรับชีวิต

                ด้วยการศึกษาทางระบบภูมิคุ้มกัน IgA ชิ้นใหม่นี้ เป็นอีกครั้งที่ 4Life ตอกย้ำถึงพันธะสัญญาที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางระบบภูมิคุ้มกันที่ดีมากที่สุด และปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะสนับสนุนผลิตภัณฑ์เหล่านี้ Transfer Factor  สามารถเพิ่มการผลิต IgA ทำให้คุณมีแอนตี้บอดี้ที่มากขึ้นเพื่อระบบภูมิคุ้มกันที่ฉลาดและแข็งแรง และส่งผลให้คุรมีชีวิตที่แข็งแรงและสมบูรณ์



คำจำกัดความที่สำคัญ
Mucous membranes (เยื่อบุผิวที่มีสารคัดหลั่ง)

ถูกวางเป็นแนวยาวในช่องว่างของร่างกายต่างๆ เช่น ปาก จมูก ปอด ลำไส้ และอื่นๆ มันเกี่ยวข้องในการหลั่งแอนตี้บอดี้ IgA


Antibodies (แอนตี้บอดี้)

เป็นโปรตีนที่ถูกใช้ในระบบภูมิคุ้มกันเพื่อแยกแยะและทำลายเชื้อโรค


IgA (Immunoglobulin A)

เป็นแอนตี้บอดี้ที่พบได้ในเยื่อบุผิวของร่างกาย IgA ถูกผลิตในร่างกายได้มากกว่าแอนตี้บอดี้ชนิดอื่นๆ

 

ตัวอย่าง แอนตี้บอดี้ชนิดอื่นๆ เช่น IgE (ผิวหนัง), IgG (เนื้อเยื่อและเลือด) และ IgM (เลือด)

 

 
             การทดลองทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้น บอกเป็นนัยได้ว่า  Transfer Factor ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแข็งแรงมากขึ้น และปกป้องร่างกายคุณ โดยการเพิ่มจำนวนแิอนตี้บอดี้ ชนิด IgA แสดงผล 100% ของผู้ที่ผ่านการทดสอบ

 

 

ผลการทดสอบ Immunoglobulin A (IgA) ได้มาจาก การทดสอบเบื้องต้น ซึ่งเป็นการศึกษาแบบเปิด จากรายงานของผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีจำนวน 21 คน ผู้ทดลองทุกคนทาน Transfer Factor เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ของผู้ทดสอบพบการเพิ่มขึ้นในอัตราการผลิตของ IgA ที่ต่อมน้ำลาหลังจากทานผลิตภัณฑ์ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นฐาน 1 สัปดาห์ ผลที่ได้โดยสรุปเกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ 2 ผลิตภัณฑ์

 

 (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)
สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ในการเสริมภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ
หรือ ปัญหา  ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ได้ที่
Tel.086-4624228
 

 

          คลิ๊ก

 

 

 

เพิ่มเพื่อน

                         
                                         
 
 
 

 

 

ขอรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

 


 

จินตนา T.086-4624228 


 

 

 

 

 

 

สแกนบาร์โค๊ด เพื่อเพิ่มเพื่อนไลลน์

 

 

 

 

คลิ๊ก Add Friend เพื่อเพิ่มเพื่อนไลน์

 

 

 

 

ภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง คือเกาะป้องกันโรคร้ายจากภายใน

 

 

 

 

 


คลิ๊กเพิ่มเพื่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

โรคเอดส์ คืออะไร

 

          โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง AIDS( Acquired Immune Deficiency Syndrome)

 

 

 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส  ชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human

 

Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เชื้อ HIV โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไป

 

ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำ

ลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่าง ๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรค

 

ฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา

 

และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด



สายพันธุ์ของโรคเอดส์

          เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1)

 

ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกากลาง, เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่

 

ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย

 

 

 

 

 โรคเอดส์ ติดต่อได้อย่างไร


เอดส์ สามารถติดต่อได้โดย

           1. การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ทั้งชายกับชาย หญิงกับ

 

หญิง หรือชายกับหญิง จะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม ล้วนมีโอกาสเสี่ยง

 

ต่อการติดโรคเอดส์ทั้งนั้น ซึ่งมีข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่า ร้อยละ 83 ของผู้ติดเชื้อ

 

เอดส์ รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์

           2. การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อเอดส์ พบได้ 2 กรณี คือ

          - ใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น

          - รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ปัจจุบันเลือดที่ได้

รับการบริจาคมา จะถูกนำไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อน จึงมีความปลอดภัยเกือบ 100%



           3. ติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูก เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์และถ่ายทอดให้ทารก ในขณะ

 

ตั้งครรภ์ ขณะคลอด และภายหลังคลอด ปัจจุบันมีวิธีป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

 

โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์

 

เหลือเพียง8%แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ วิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน



          นอกจากนี้ โรคเอดส์ ยังสามารถติดต่อผ่านทางอื่นได้ แต่โอกาสมีน้อยมาก เช่น

 

การใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ทำความสะอาด, การเจาะหูโดยการใช้เข็ม

 

เจาะหูร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์, การสักผิวหนัง หรือสักคิ้ว เป็นต้น ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการ

 

ติดต่อโดยการสัมผัสกับเลือด หรือน้ำเหลืองโดยตรง แต่โอกาสติดโรคเอดส์ด้วยวิธีนี้ต้อง

 

มีแผลเปิด และปริมาณเลือดหรือน้ำเหลืองที่เข้าไปในร่างกายต้องมีจำนวนมาก



ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์

          ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์ มีหลายประการ คือ

           1. ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์มาก โอกาสติดโรคเอดส์ก็จะสูง

 

ขึ้นไปด้วย โดยเชื้อเอดส์ จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด

           2. หากมีบาดแผล จะทำให้เชื้อเอดส์เข้าสู่บาดแผล และทำให้ติดโรคเอดส์ได้ง่ายขึ้น

           3. จำนวนครั้งของการสัมผัส หากสัมผัสเชื้อโรคบ่อย ก็มีโอกาสจะติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย

           4. การติดเชื้ออื่น ๆ เช่น แผลริมอ่อน แผลเริม ทำให้มีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่แผล

 

จำนวนมาก จึงรับเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเป็นหนทางให้เชื้อเอดส์เข้าสู่แผลได้เร็วขึ้น

           5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงในขณะนั้น ก็ย่อมมีโอกาส

 

ที่จะรับเชื้อได้ง่ายขึ้น

 

 

             

       ระยะต่างๆของผู้ติดเชื้อ HIV                                       

   

 

โรคเอดส์ มีกี่ระยะ

 

เมื่อติดเชื้อเอดส์แล้ว จะแบ่งช่วงอาการออกเป็น 3 ระยะ

 

 1. ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ใน

 

ระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ออกมา จึงดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรง

 

เหมือนคนปกติ แต่อาจจะเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้

 

เวลาประมาณ 7-8 ปี แต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่

 

เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ

 

 

2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC) หรือระยะเริ่ม

 

ปรากฏอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมี

 

อาการผิดปกติเกิดขึ้นให้เห็น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, มี

 

เชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก, เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม และ

 

มีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำ

 

หนักลด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขั้นต่อไป

 

 

3. ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะโรคเอดส์ ในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของ

 

ร่างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย หรือที่เรียกว่า "โรคติดเชื้อฉวย

 

โอกาส" ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย หากเป็น

 

วัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ

 

Cryptococcus จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นโรค

 

เอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น ส่วน

 

ใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 ปี

 

ผู้ที่ควรตรวจหาเชื้อเอดส์

 

- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่

 

- ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรืออยู่กินฉันสามีภรรยา

 

- ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง

 

- ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก

 

- ผู้ที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพของร่างกาย เช่น ผู้ที่ต้องการ

 

ไปทำงานในต่างประเทศ (บางประเทศ)


 

หากสงสัยว่า รับเชื้อเอดส์มา ไม่ควรไปตรวจเลือดทันที เพราะเลือดจะยังไม่แสดงผลเป็

 

บวก ควรตรวจภายหลังจากสัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะได้ผลที่แม่นยำ

 

 

 

 

 

 

 

บริการตรวจ HIV ฟรี และ ให้คำปรึกษาฟรี  ในกลุ่มชายรักชาย ที่มีความเสี่ยง

 

 

(โดยองค์กรเอกชนฟรี) 


 

 

 

สิ่งที่ควรปฏิบัติหากได้รับเชื้อเอดส์

 

ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และควรดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ควรวิตก

 

กังวล เพราะหากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะสามารถมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกหลายปี

 

มีข้อปฏิบัติคือ

 

1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

 

2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

3. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อ

 

ป้องกันการรับเชื้อ หรือแพร่เชื้อเอดส์

 

4. งดการบริจาคเลือด อวัยวะ และงดใช้สิ่งเสพติดทุกชนิด

 

5. หากเป็นหญิง ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะเชื้อเอดส์สามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ถึง 30%

 

6. ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด ไม่กังวล รวมทั้งอาจฝึกสมาธิ

 

7. อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

 

8.งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

9.งดการสูบบุหรี่

 

10.งดการรับประทานของดิบของดองและของที่ไม่สะอาด

 

 

 

 

 

 

 

ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์

 

จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดว่า เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่สู่กันได้โดยการติดต่อใน

 

ชีวิตประจำวันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี และไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการกอด การสัมผัส

 

มือที่เป็นการทักทายแบบชาวตะวันตก หรือการปฏิสัมพันธ์ภายนอกอื่น เช่น การใช้ห้องน้ำ

 

ร่วมกัน การใช้เตียงนอนร่วมกัน การใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารหรือรถแท็กซี่ร่วมกัน

 

นอกจากนี้ เอชไอวีไม่ใช่โรคติดต่อทางอากาศเหมือนกับไข้หวัด และไม่ติดต่อผ่านทาง

 

แมลง หรือ ยุง โดยทั่วไปแล้วเชื้อเอชไอวีติดต่อกันผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่

 

ปลอดภัย มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีติดจากการ

 

มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน การแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกาย เช่น อสุจิ เลือด หรือ

 

ของเหลวในช่องคลอด นอกจากนี้เชื้อเอชไอวียังสามารถติดต่อผ่านทางการใช้เข็ม หรือ

 

อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันของผู้ใช้ยาเสพติด ขณะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถแพร่เชื้อไปสู่ลูกได้

 

ในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ต้องการ

 

 

 

 

 

 

ผู้ติดเชื้อ HIV หรือ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง สามารถขอคำปรึกษา

 

วิธีการดูแลสุขภาพและ ปฎิบัติตัว การดูแลตัวเอง

 

และ การใช้ Transfer Factor ในการดูแลสุขภาพ

 

ใช้ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้นกันให้สูงขึ้น และเพิ่ม CD4 ให้สูงขึ้น 

 

ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อฉวยโอกาส และลดผลข้างเคียงของยาต้าน

 

 

 

 

 

ได้รับการรับรองทางการแพทย์ในระดับสากุล


ได้รับการบรรจุให้อยู่ในหนังสือ PDR 

 

 

 

 

หนังสือ PDR คือหนังสืออ้างอิงแพทย์ ที่แพทย์ใช้ในการค้นหาและแนะนำยา หรืออาหารเสริม

 

 

 

 

 เป็นสารธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี

 

เป็นผลิตภัณฑ์ จากประเทศอเมริกา ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ใน รพ.ประเทศรัสเซียได้

 

 

Transfer Factor

 

เป็นสารสกัดธรรมชาติ 100% ไม่มีผลข้างเคียง , ช่วยเพิ่ม CD4  ต่อต้าน HIV

 

ทานคู่ยาต้านไวรัสได้ ช่วยลดผลข้างเคียงยาต้าน ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

 

ป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อน เมื่อมี CD4 เพียงพอ ก็ สามารถต้านเชื้อโรค อื่นๆได้

 

ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ เป็น นวัตกรรม ที่มีผลงานวิจัยรองรับ

 

 

Transfer Factor เหมาะกับใคร    

 

ผู้ที่มีความเสี่ยง หรือ คิดว่าตัวเองติดเชื้อ HIV แต่ยังไม่ไปตรวจ

 

ผู้ที่พึ่งได้รับเชื้อ HIV และยังไม่ได้รับยาต้านไวรัส HIV

 

ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับยาต้านแล้ว

 

ผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจาก ยาต้านไวรัส และมีโรคแทรกซ้อนต่างๆ

 

 

 

 

 

 

 

สอบถามและขอรายละเอียดข้อมูล เกี่ยวกับ Transfer Factor

 

 

 

ได้ที่ T.086-4624228 

 

 

 

  

 

แบ่งปันประสบการณ์ของผู้ที่ใช้ ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์

 

ในการการดูแลสุขภาพ และช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และ ช่วยเพิ่ม CD4


และมีผลทำให้จำนวนไวรอลโหลด หรือจำนวนไวรัสลดลง

 

ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ผิวพรรณดูสดใสขึ้น ช่วยอาการ เป็นตุ่มหรือผื่นดำ 

 

และทำให้ผู้ติดเชื้อ  สามารถใช้ชีวิต อยู่ในสังคมกับคนทั่วไปได้ ตามปกติ

 

  

 

 

 

 

 

ใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จากที่อาการทรุดลงมาก

 

ปัจุบันร่างกายแข็งแรงปกติ และสามารถไปทำงานได้ตามปกติแล้ว 

(ผลลัพธ์การใช้ อาจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลคน)

 

 

 

 

 

 

ใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ แล้วทำให้มี ระดับ CD4 สูงขึ้น 

(ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจะมีความแตกต่างกัน)

 

 

 


ใช้ Transfer Factor ทำให้มีน้ำหนัก ที่เพิ่มขึ้น และแข็งแรงขึ้น

(ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจะแตกต่างกันไป)

 

 

 

 

 .ใช้ Transfer Factor แล้วทำให้ อาการตุ่มคันที่พุพองลดลง

(ผลลัพธ์การใช้ ของแต่ละคนอาจะแตกต่างกัน)

 

 

 

 

 

 

 

 

สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ Transfer Factor สำหรับผู้ติดเชื้อ ได้ที่

 

 

 

 

 

สแกนบาร์โค๊ดเพื่อเพิ่มเพื่อนไลน์

 

  

 

คลิ๊ก Add Friend เพื่อเพิ่มเพื่อนไลน์

 

 

 


คลิ๊กเพิ่มเพื่อน

 

 

 

 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor)คืออะไร

 

 

 

 

 

 

สร้างความแข็งแรงให้ร่างกายจากภายใน ด้วย ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์

 

 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor)

คือ  ตัวเสริมภูมิคุ้มกันที่ล้ำนำหน้าธรรมชาติ

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) โมเลกุลขนาดเล็กที่ช่วยส่งข่าวสารทางภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจากกรดอะมิโนที่ต่อเนื่องกันโดยส่งผ่าน

สัญญาณภูมิคุ้มกันระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกันด้วยด้วยกัน หรือเรียกสั้นๆว่า "ความทรงจำของภูมิคุ้มกันระดับโมเลกุล"

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ คือโปรตีนขนาดเล็กที่“ส่งผ่าน”ความสามารถในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันจาก

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแล้วไปยังผู้รับซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกัน”

 

(ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) ไม่ใช่วิตามินไม่ใช่แร่ธาตุ ไม่ใช่ฮอร์โมนไม่ใช่สมุนไพรและไม่ใช่ยา(ไม่มีสิ่งแปลกปลอมไม่มีสิ่งที่มีพิษ)

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) เป็นกุญแจสำคัญของสุขภาพ ในการสร้างความแข็งแกร่งในระบบป้องกันของร่างกาย โดยใช้ภูมิคุ้มกันของตัวเองตามธรรมชาติ

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) มีน้ำหัวน้ำนมแรกคลอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด 

 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เปรียบเหมือนครูของภูมิคุ้มกัน 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ คือ สายโมเลกุลเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอมิโน จำนวน 44 ตัว (โดยประมาณ) ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ทำหน้าที่ช่วยส่งข่าวสารทางภูมิคุ้มกัน โดยส่งผ่าน

สัญญาณภูมิคุ้มกันระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกันด้วย กล่าวคือ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ทำหน้าที่ให้ความรู้ในการต้านทานเชื้อโรคและสิ่งแปกปลอมกับเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

 

ลักษณะการทำงานของทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ อธิบายให้ง่าย คือ ความสามารถในการส่งผ่านภูมิคุ้มกันแบบวัคซีนเม็ด จากผู้ให้ที่มีภูมิคุ้มกันไปสู่ผู้รับที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน

 (แบบ cell – mediated immunity)

 

 

 

เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ก็จะตอบสนองอย่างรวดเร็วในการโจมตีเชื้อโรคแปลกปลอมนั้น ตามขบวนการ 3R ดังนี้ 

1. ทำความรู้จัก Recognize คือ ทำความรู้จักกับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นก่อน ว่ามันคืออะไรกันแน่??  

2. ทำการโต้ตอบและทำลาย React (Respond) คือ การเตรียมการและจัดการโจมตีเชื้อโรคแปลกปลอมนั้นให้หมดไปจากร่างกาย 

3. จดจำเชื้อโรคและสารแปลกปลอมนั้น Remember คือ ระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำรูปแบบเชื้อโรคหรือสารแอนติเจนของสิ่งก่อโรคนั้น เพื่อคราวต่อไป

เมื่อมีการบุกรุกอีก ร่างกายจะทำการตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วทันที

 

 

 

กราฟแสดงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย ทั้งก่อน และหลัง ใช้ทรานสเฟอรื แฟกเตอร์

 

ลักษณะการทำงานของทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ อธิบายให้ง่าย คือ ความสามารถในการส่งผ่านภูมิคุ้มกันแบบวัคซีนเม็ด จากผู้ให้ที่มีภูมิคุ้มกันไปสู่ผู้รับที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน  (แบบ cell – mediated immunity)

 

กล่าวคือ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จะช่วยเร่งความเร็วของขั้นตอนการทำความรู้จัก และย่นระยะเวลาการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันให้สั้นขึ้น ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถ

 

กำจัดเชื้อโรคและสิ่งที่มาคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยลง ตอบสนองได้เร็วสูงสุดภายใน 48-72 ชั่งโมงหลังจากได้รับทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์

 

ยกตัวอย่างเช่น

 

เมื่อร่างกายมีการติดเชื้อไวรัส จะส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกัน หลั่งสาร Cytokine ออกมากระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัว ซึ่งเซลล์แรกที่จะตอบโต้เชื้อไวรัสคือ NK Cells 

 

(Natural Killer Cells หรือ เซลล์เพชฌฆาต) ซึ่งในภาวะปกติ NK Cells จะเริ่มกำจัดเชื้อไวรัสจากอาการติดเชื้อประมาณ 3.5 วันและหลังจาก 3-5 วัน T-Cell และระบบแอนตี้บอดี้

 

จะเริ่มทำงานและกำจัดเชื้อไวรัสให้สิ้นซาก

 

แต่ถ้าร่างกายได้รับ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) NK Cells จะเริ่มกำจัดเชื้อไวรัสหลังจากมีการติดเชื้อแค่ 1.5 วัน ทำให้ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้เร็วขึ้น ลด

 

การเจ็บป่วยและฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้รับประทาน ทรานเฟอร์ แฟกเตอร์

 

 
 (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)
สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ในการเสริมภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ
หรือ ปัญหา  ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ได้ที่
Tel.086-4624228 

 

 
 
          คลิ๊ก

 

 

 

 

งานวิจัยและข้อยืนยันของแพทย์ เกี่ยวกับ Transfer Factor

 

งานวิจัยและข้อ ยืนยันทางการแพทย์ ของ ทรานสเฟอร์แฟคเตอร์

(Transfer Factor)

 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ตัวเสริมภูมิคุ้มกันที่ก้าวล้ำนำหน้าของธรรมชาติ

 

 

“ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ คือโปรตีนขนาดเล็กที่ “ส่งผ่าน” ความสามารถในการตอบสนองของระบบ

 

ภูมิคุ้มกันจากผู้บริจาคที่มีภูมิคุ้มกันแล้วไปยังผู้รับซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกัน”

 

วารสาร Molecular Medicine ฉบับวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2000 (พ.ศ.2543)

 


เราจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมภูมิคุ้มกันยอดเยี่ยม

 


 ตลอดระยะเวลามากกว่าสิบปีที่ดิฉันได้มีโอกาสสำรวจตรวจสอบ สารประกอบธรรมชาตินับเป็นร้อย ๆ

 

ชนิด ดิฉันสามารถรายงานได้อย่างว่าสารประกอบที่ดิฉันกำลังจะพูดคุยในหนังสือเล่มนี้จัดอันดับได้ว่า

 

เป็นสารที่น่าพิศวงหลงใหลและเชื่อมั่นได้ในประสิทธิภาพในหมู่สารประกอบธรรมชาติที่ “ให้คุณค่าใน

 

ระดับสูง” (the natural heavyweights) หลังจาก 3,000 กรณีศึกษาที่มีการทบทวนอย่างพินิจพิเคราะห์

 

ห้าสิบปีแห่งการวิจัยในที่สุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์ ไอโซเลท (transfer factor

 

isolate) ก็พร้อมที่จะให้สารธารณชนเข้าถึงได้แล้ว การทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์

 

ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้อาจเป็นข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพที่สำคัญที่สุดที่คุณเคยได้ยินได้ฟังมา

 


 ทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์ จะเป็นคำที่คุณจะได้ยินผู้คนพูดถึงกันในย่าจนที่อยู่อาศัยและชุมชนของคุณ

 

อย่างไม่ต้องสงสัย แฟกเตอร์เหล่านี้กำลังสร้างความสนใจอย่างไม่เคยมีมาก่อนทั้งในโลกการบำบัด

 

รักษาแบบทางเลือกและแบบดั้งเมที่เคยมีมา

 


 ทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์  ไม่ใช่วิตามิน แรธาตุ สมุนไพร ฮอร์โมนหรือยา

 

ทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์ ไม่มีสิ่งแปลกปลอม ไม่มีสิ่งใดที่เป็นพิษ หรือ

 

ไม่มีสิ่งใดที่ตรงข้ามกับความคาดหวังของคุณ

 


 ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมากมายพิจารณาว่าศักยภาพด้านสุขภาพของสารนี้

 

เป็นการค้นพบอันน่าตื่นเต้น

 

ที่สุดทางด้านภูมิด้านกันและการป้องกันโรคล่าสุดในการประเมินคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของผลิตภัณฑ์เสริม

 

อาหาร ทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์ สำหรับตัวคุณและครอบครัว ควรพิจารณาคำถาม ต่อไปนี้

 


o คุณเป็นหวัดอยู่เป็นประจำหและเจ็บคอง่ายหรือไม่?


o คุณหรือสมชิกคนในครอบครัว


o มีสมาชิกในครอบครัวของคุณเป็นโรคมะเร็งหรือไม่?


o คุณอยากให้ครอบครัวของคุณมีภูมิต้านทานโรคด้วยการส่งเสริมภูมิคุ้มกันที่ก้าวล้ำกับชีวิตของพวก

 

เขาหรือไม่?


o คุณอยากหายจากการติดเชื้อได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับยาปฏิชีวนะหรือไม่?


o คุณอยากสำรวจหาความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ก้าวล้ำหน้ามากในด้านการต่อสู้กับ

 

เชื้อโรคโดยไม่ได้ถูกจัดประเภทว่าเป็นวิตามิน สมุนไพร แร่ธาตุ หรือสารประกอบอื่น?

 

 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์กำลังเปลี่ยนความคิดของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทุกหนทุกแห่ง

 

ทำไมนะหรือ?

 


กุญแจสำคัญของสุขภาพในอนาคตคือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการป้องกันภัยโดยภูมิคุ้มกัน

 

ของเรา ก่อนที่เราจะทำอะไรอื่นเราจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายไปที่ภาวะคุ้มกันก่อน ดังนั้นก่อนที่คุณจะรับ

 

ประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อกระตุ้นสุขภาพของคุณ ขอให้เริ่มด้วยการส่งเสริม

 

ภูมิคุ้มกันก่อน

 


ดร.ริชาร์ด  เบ็นเน็ต

 

นักภูมิคุ้มกันวิทยาและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคติดเชื้อได้กล่าวไว้ว่า “เป็นความสามารถของเราเองที่จะ

 

สร้างสรรค์ระบบภูมิคุ้มกันที่มีสุขภาพอย่างแท้จริง ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งสะทอนให้เห็นศักยภาพอันยิ่ง

 

ใหญ่ที่สุดในการมีสุขภาพดีของมนุษย์ในโลกนี้ถ้าเราสามารถทำบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้พวกเรา

 

ทั้งหมดมีสุขภาพที่ดีขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บลดลง

 

และความทุกข์ทรมานน้อยลง”สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้ตลอดชีวิตการศึกษาวิจัยของดิฉันก็คืออะไรที่

 

เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพแล้วเรามักจะให้ความสำคัญสลับกันเสมอ เห็นได้ชัดเลยว่าเราให้คุณค่าของการ

 

ใช้การรักษาแพทย์ทางเลือกเพื่อต่อสู้กับโรคติดเชื้อลดน้อยลงหลังจากที่เราเจ็บป่วย หากเรายึดมั่นที่

 

จะรักษากลไกภูมิคุ้มกันให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็.เรงหรืออ่อนแอนั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพของระบบ

 

ภูมิคุ้มกันของเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

 


ในบรรดาตัวสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ มีประสิทธิภาพตาม

 

ความคาดหวังมากที่สุด ความที่เป็นผลิตภัณฑ์ค่อยข้างใหม่ในตลาดผู้บริโภคทุกคนที่ต้องการจะได้รับ

 

คุณค่าพิเศษจากการมีสุขภาพที่ดี จึงจำเป้นต้องทำความคุ้นเคยกับคุณลักาณะอันโดดเด่นของ

 

ทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์ ซึ่งให้คุณค่าเกินความคาดหวังและมีความชัดเจนในปัจจุบัน

 

 

ทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์ ไอโซเลท (Transfer Factor Isolate) : 

 


ตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่พิเศษสุด

 


 ลองจินตนาการถึงระบบภูมิคุ้มกันที่ตื่นตัวพอที่จะตรวจจับการติดเชื้อที่กำลังคุกคามร่างกายในขณะนี้

 

ได้อย่างรวดเร็ว และกำจัดมันให้สิ้นซากก่อนที่มันจะมีโอกาสทำร้ายร่างกายจริง ๆ ทรานสเฟอร์

 

 แฟกเตอร์ สามารถทำให้ภาวการณ์นี้เป็นไปได้ด้วยศักยภาพอันยอดเยี่ยมที่จะช่วยพัฒนาการตอบ

 

สนองภูมิคุ้มกันสนองให้แข็งแรง

 


 “การติดเชื้อที่เกิดซ้ำอีกหรือการติดเชื้อเรื้อรังแม้แต่ไข้หวัดที่ไม่รุนแรงมากนักก็ตามเป็นสัญญาณว่า

 

ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง บางทีการส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันอาจเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดในการบรรลุถึงการ

 

ป้องกันโรคและลดการเป็นไข้หวัดใหญ่ และโรคมะเร็ง”

 

 


"ไมเคิล  เมอร์เรย์  และโจเซฟ  พิซซอร์โน  "จากสารานุกรมการแพทย์แนวธรรมชาติบำบัด

 

 

การสกัด ทรานเฟอร์ แฟกเตอร์ไอโซเลท นั้นมีความเป็นไปได้ในขณะนี้โดยผ่านกระบวนการสกัดที่

 

สมบูรณ์แบบซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตร จากการค้นคว้ากันมานานนับปี ด้วยความที่ต่างจากสมุนไพร

 

อย่าง อิชินาเซีย (Echinacea) หรือวิตามันและแร่ธาตุต่าง ๆ แฟกเตอร์เหล่านี้จึงจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์

 

เสริมคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นับเป็นประเภทที่มีนวัตกรรมและไม่เคยมีมาก่อน

 


 ที่ห้องทดลองคนราด ดี. สตีเฟนสัน เพื่อการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันวิทยา (the Conrad

 

D.Stephenson Laboratory for Research Immunology) ในเมืองเดนเวอร์รัฐโคโลราโด นักวิจัยได้ทำ

 

การศุกษาผู้คนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอได้กล่าวไว้ว่า “ทรานเฟอร์ แฟกเตอร์ ได้ปรากฏขึ้นเพื่อนำเสนอ

 

ความหมายอันน่าสนใจเกี่ยวกับการบำบัดด้วยภูมิคุ้มกันในระดับโมเลกุลเพื่อผู้ป่วยที่มีอาการเด่นชัดว่า

 

 

มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง”สงครามภูมิคุ้มกัน 

 


 มันขึ้นอยู่กับพวกเราแต่ละคนที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนที่จำเป็นต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเรา

 

 

ให้แกร่ง ความอ่อนแอของภูมิคุ้มกันได้กลายเป้นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลัก การใช้

 

 

สารประกอบอย่างทรานเฟอร์ แฟกเตอร์ สามารถสร้างความแข็งแรงให้กับภูมิคุ้มกันอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

ในทำนองเดียวกันก็เป็นตัวสินคุณภาพของสุขภาพและความสมบูรณ์สูงสุดของชีวิตเราเช่นเดียวกัน

 

 

ทรานเฟอร์ แฟกเตอร์สามารถช่วยในการต่อสู้กับสภาวะดังต่อไปนี้ :

 


  การติดเชื้อไวรัส  

  การติดเชื้อรา


  การติดเชื้อปรสิต  

  โรคภูมิแพ้ภูมิตัวเอง


  มะเร็ง  

  โรคติดเชื้อแบคทีเรีย


  โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย

  โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทชนิด mycobacterial

 

การเสียสมดุลของภูมิคุ้มกัน : อุปสรรคที่มีต่อสุขภาพในศตวรรษที่ 21

 


 ทุก ๆ วัน จะมีการตีพิมพ์กรณีศึกษาใหม่ ๆ ที่ชี้เป็นประเด็นให้เห็นการทำงานที่บกพร่องของระบบ

 

 

ภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นเสมือนสาเหตุที่แท้จริงของสภาวะต่าง ๆ อย่างเช่นโรคหัวใจ โรคอ้วน และโรคเอ็มเอส

 

(Multiple Sclerosis) ระบบภูมิคุ้มกันของเรากลับปล่อยให้สุขภาพของเราย่ำแย่ ยิ่งเราเรียนรู้มากขึ้น

 

เพียงใด เราก็รับรู้ว่าการปรับระดับภูมิคุ้มกันของเราให้สูงขึ้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้

 

เพื่อยืดระยะเวลาการมีสุขภาพดีและการมีอายุที่ยืนยาวออกไป

 


 บรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังพบว่า โรคต่าง ๆ ผู้บุกรุกที่เป็นโรคติดเชื้อนั้น มีสาเหตุอย่างแท้จริงมาจาก

 

เชื้อจุลินทรีย์ที่อาจบกพร่องต่อการจุดชนวนให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันอย่างเหมาะสม

 

หรือไม่ก็

 

กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองนั้นมากเกินไป หนึ่งในภาวะเหล่านี้ก็คือโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงที่

 

เรียกกันว่าเอ็มเอส (multiple sclerosis)


การทำงานที่ผิดปกติของภูมิคุ้มกันอาจเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการทำงานผิดปกติอันหลายหลายของ

 

ร่างกายที่มักจะมีส่วนสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆแบคทีเรียธรรมดาทั่วไปมีส่วนสัมพันธ์กับโรคเอ็มเอส (MS)

 


 รายงานที่สร้างความความตื่นตระหนกที่พบในรายงานประจำปีทางประสาทวิทยา (Annals of

 

Neurology) รายงานว่าพบเชื้อแบคทีเรียธรรมดาที่เรียกกันว่า Chlamydia pneumonia ในตัวคนไข้ทุก

 

 

คนที่ได้รับการทดสอบในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรค MS (Multiple Sclerosis) แบคทีเรียนชนิดนี้เป็น

 

 

ชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคปอดบวม ขณะที่โรคเอ็มเอส ถูกจัดประเภทให้เป็นภาวะผิดปกติ

 

 

ของการแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่ง (Autoimmune disorder) ซึ่งกลไกการป้องกันตัวของระบบภูมิคุ้มกันเกิด

 

 

ผิดพลาดไปทำลาย สิ่งที่ปกป้องเส้นประสาท กรณีศึกษาใหม่ ๆ ได้บอกเราว่าแบคทีเรียนอาจเป็น

 

 

ตัวการที่แท้จริง


 ข้อสังเกต : โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้นถูกค้นพบว่ามีส่วนสัมพันธุ์กับโรคเอ็มเอสด้วย ข้อมูลล่าสุดที่

 

 

ออกมาจากสถาบันของความผิดปกติของระบบประสาทและสโตรคแห่งชาติ (the National institute of

 

 

Neurological Disorders and Stroke) เสนอแนะว่าดรคผิดหนังที่เกิดจากไวรัสชนิดหนึ่ง (herpes virus)

 

 

พบได้ใน 30% ของผู้คนที่ได้รับการทดสอบเกี่ยวกับโรคเอ็มเอสนั้นอาจมีสส่วนสัมพันธ์กับเชื้อโรคนี้

 


 ในสภาวการณ์ทั้งสองอย่างนี้ทำให้สรุปได้ว่า สารที่แพร่เชื้อออกไปได้นี้ยังคงซ่อนเร้นในเนื้อเยื่อของ

 

 

ระบบประสาทจนกว่ามันจะเกิดการลุกลามแพร่กระจายออกไป

 

น้ำหนักและไว้รัสแอบแฝง 

 


 แม้แต่การมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นก็อาจมีส่วนสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันที่เสียสมดุล นักวิจัยที่ฝ่าย

 

 

โภชนาการและวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร (the Department of Nutrition and Food Science) แห่งมหา

 

 

วิทยาลัยเวนน์ สเตท (Wayne State University) ในเมืองดีทรอยท์รายงานในเดือนสิงหาคมในปีนี้ว่า

 

 

การเก็บสะสมของไขมันที่เพิ่มขึ้นมีส่วนสัมพันธ์กับเชื้อไวรัสที่มีในขณะนั้นหากการติดเชื้อไวรัสก่อให้

 

 

เกิดภาวะน้ำหนักเกิน ขึ้นตอนแรก ๆ ในการแก้ปัญหาในโปรแกรมการลดน้ำหนักใด ๆ ก็ตามควรจะ

 

 

ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่เหมาะสมของการดำเนินการ อาหารเพื่อการลดน้ำหนักและการออก

 

 

กำลังกายในโลกนี้จะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง หากการเพิ่มของน้ำหนักของคุณมีส่วนสัมพันธ์กับไวรัส

 

 

หลากชนิดที่มีอยู่ในขณะนี้ที่สนับสนุนให้เกิดการสะสมเพิ่มขึ้นของไขมันไม่ว่าคุณจะรับประทานอาหาร

 

 

อะไรหรือเคลื่อนไหวมากเท่าไรก็ตาม

 


 การเสริมอาหารด้วยทรานสเฟอร์  แฟกเตอร์ ก่อให้เกิดความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์บางประการในการ

 

 

ต่อต้านบรรดาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส

 

ไวรัสและแบคทีเรียที่แผงตัวเข้ามาในรูปโรคหัวใจและโรคไต

 

 

ในวารสาร the American Journal of Medicine ฉบับเดือนสิงหาคม ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543)

 

 

นักวิทยาศาสตร์ได้รายงานว่า เชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (hepatitis C virus) สามารถแสดงตัวในรูปของการ

 

 

ติดเชื้อที่ไตหรือโรคหัวใจได้ ในปีนี้นักวิจัยชาวอิตาเลียที่โรงพยาบาลซาน คามิลโล (San Camillo

 

 

 

Hospital) ในกรุงโรมรายงานว่ามีหลักฐานที่เพิ่มขึ้นว่าระบบภูมิคุ้มกันที่มีส่วนสัมพันธ์กับโรคหลอด

 

 

เลือดหัวใจ (atherosclerosis) แบคทีเรียนชนิดเดียวกันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคเอ็มเอส (Chlamydia

 

pneumoniae) อาจเป็นสาเหตุเฉพาะที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกันนัยที่แฝงอยู่ในกรณีศึกษาเหล่านี้

 

 

กำลังเพิ่มความสำคัญขึ้นอย่างมหาศาล เช่นเดี่ยวกันว่า หากการติดเชื้อที่คงอยู่น่านคือสาเหตุที่แท้จริง

 

 

ของโรคหัวใจ เราก็เดินตามแนวาทางการบำบัดรักษาที่ผิดทางมานานหลายทศวรรษแล้ว

 

 


 การเสริมอาหารด้วยทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับภูมิคุ้มกันซึ่งอาจช่วย

 

 

ปกป้องอวัยวะอย่างหัวใจจากการติดเชื้อได้

 

 

โรคข้ออักเสบ (Arthritis) อาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อของข้อต่อ

 

 


 ประเด็นนี้อาจทำให้คนมากมายประหลาดใจ แต่ดรคข้ออักเสบบางาชนิดนั้นเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลา

 

 

สั้น ๆ ของการติดเชื้อของอัวัยวะในร่างกาย นอกจากนี้ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ชาวดัทซ์ยังรายงานว่าโรค

 

 

ข้ออักเสบเรื้อรังอาจมีความเชื่อมโยงกับเชื้อแบคทีเรียด้วย

 

 


 แท้จริงแล้วถ้าคุณทุกข์ทรมานจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองดรคของคุณอาจ

 

 

ประทุขึ้นจากการติดเชื้อมาก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจมีการกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป ซึ่ง

 

 

ในภาวการณ์นี้จำเป็นต้องกดอาการให้ลดลง

 

 


 “ภาวาะความเครียดประจำวันในชีวิตของเราและการอาศัยอยู่บนโลกใบนี้อย่างง่าย ๆ ส่งผลให้ระบบ

 

 

การทำงานที่เหมาะสมของระบบภูมิคุ้มกันต้องเสี่ยงภัยและต้องปรับตัว ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จะ

 

 

กระตุ้นความสามารถของคุณในการตอบสนองภาวะความท้าทายเหล่านั้น ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์

 

 

เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่อย่างมีสุขภาพดีจูน เฟอร์ราริ ที่ปรึกษาทางโภชนาการผู้ได้รับการรับรอง

 

โรคลมบ้าหมู (Epilepsy) มีส่วนสัมพันธ์กับเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

 

 


 ใน ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนุ่งได้ศุกษาผู้คนที่เป็นโรคลมบ้าหมูจำนวน 135 คน

 

 

พบว่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนเหล่านี้มีภาวะความผิดปกติหนึ่งครั้งหรือมากกว่าในระบบ

 

 

ภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ โรคลมบ้าหมูบางชนิดอาจมีสาเหตุมาจากภาวะภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง

 

 


 การเสริมอาหารด้วยทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกันในระดับเซลล์

 

 

และอาจเป็นการบำบัดรักษาเสริมที่มีคุณค่าเพื่อควบคุมอาการชักของโรคลมบ้าหมู

 

 

 

อัลไซเมอร์ (Aizheimer’s Disease) มีส่วนสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกัน

 

 

ในวารสาร the American Journal of Medicine ฉบับเดือนสิงหาคม ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543)

 

นักวิทยาศาสตร์ได้รายงานว่า เชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี (hepatitis C virus) สามารถแสดงตัวในรูปของการ

 

ติดเชื้อที่ไตหรือโรคหัวใจได้ ในปีนี้นักวิจัยชาวอิตาเลียที่โรงพยาบาลซาน คามิลโล (San Camillo

 

Hospital) ในกรุงโรมรายงานว่ามีหลักฐานที่เพิ่มขึ้นว่าระบบภูมิคุ้มกันที่มีส่วนสัมพันธ์กับโรคหลอด

 

เลือดหัวใจ (atherosclerosis) แบคทีเรียนชนิดเดียวกันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคเอ็มเอส (Chlamydia

 

pneumoniae) อาจเป็นสาเหตุเฉพาะที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกันนัยที่แฝงอยู่ในกรณีศึกษาเหล่านี้

 

กำลังเพิ่มความสำคัญขึ้นอย่างมหาศาล เช่นเดี่ยวกันว่า หากการติดเชื้อที่คงอยู่น่านคือสาเหตุที่แท้จริง

 

ของโรคหัวใจ เราก็เดินตามแนวาทางการบำบัดรักษาที่ผิดทางมานานหลายทศวรรษแล้ว

 


 การเสริมอาหารด้วยทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ สามารถเตรียมความพร้อมสำหรับภูมิคุ้มกันซึ่งอาจช่วย

 

ปกป้องอวัยวะอย่างหัวใจจากการติดเชื้อได้

 

โรคข้ออักเสบ (Arthritis) อาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อของข้อต่อ

 


 ประเด็นนี้อาจทำให้คนมากมายประหลาดใจ แต่ดรคข้ออักเสบบางาชนิดนั้นเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลา

 

สั้น ๆ ของการติดเชื้อของอัวัยวะในร่างกาย นอกจากนี้ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ชาวดัทซ์ยังรายงานว่าโรค

 

ข้ออักเสบเรื้อรังอาจมีความเชื่อมโยงกับเชื้อแบคทีเรียด้วย

 


 แท้จริงแล้วถ้าคุณทุกข์ทรมานจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ซึ่งเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองดรคของคุณอาจ

 

ประทุขึ้นจากการติดเชื้อมาก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจมีการกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป

 

ซึ่งในภาวการณ์นี้จำเป็นต้องกดอาการให้ลดลง

 


 “ภาวาะความเครียดประจำวันในชีวิตของเราและการอาศัยอยู่บนโลกใบนี้อย่างง่าย ๆ ส่งผลให้ระบบ

 

การทำงานที่เหมาะสมของระบบภูมิคุ้มกันต้องเสี่ยงภัยและต้องปรับตัว ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จะ

 

กระตุ้นความสามารถของคุณในการตอบสนองภาวะความท้าทายเหล่านั้น ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์

 

เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่อย่างมีสุขภาพดีจูน เฟอร์ราริ ที่ปรึกษาทางโภชนาการผู้ได้รับการรับรอง

 

 

โรคลมบ้าหมู (Epilepsy) มีส่วนสัมพันธ์กับเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

 


 ใน ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนุ่งได้ศุกษาผู้คนที่เป็นโรคลมบ้าหมูจำนวน 135 คน

 

พบว่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนเหล่านี้มีภาวะความผิดปกติหนึ่งครั้งหรือมากกว่าในระบบ

 

ภูมิคุ้มกันระดับเซลล์ โรคลมบ้าหมูบางชนิดอาจมีสาเหตุมาจากภาวะภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง

 


 การเสริมอาหารด้วยทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกันในระดับเซลล์

 

และอาจเป็นการบำบัดรักษาเสริมที่มีคุณค่าเพื่อควบคุมอาการชักของโรคลมบ้าหมู

 

อัลไซเมอร์ (Aizheimer’s Disease) มีส่วนสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกัน

 

  การย่อยที่ไม่ดี  

 

  การนอนไม่หลับ

 


  ไขมันเลว    

 

  อาหารลดความอ้วน

 


   การเดินทางระหว่างประเทศ  

 

  การรับประทานอาหารไม่มีคุณค่า

 


   ผลข้างเคียงของยาก  ทางโภชนาการ/ผิดเวลา

 


  ศูนย์ดูแลเด็กในตอนกลางกวัน  

 

  การใช้ยาแก้อักเสบในทางที่ผิด


  การใช้สารเสพติด

 


ความจริง : ยาฆ่าแมลงลดจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ลิมโฟไซด์ (Lymphocytes) ที่ใช้ต่อสู้กับ

 

เชื้อโรค และทำให้ความสามารถของเซลล์ลิมโฟไซด์ด้อยลงในการตอบสนอง

 

และฆ่าแบคทีเรียและไวรัส

 

ความจริง : รายงานล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและภูมิคุ้มกันระบบประสาท

 

(Environmental Pollution and Neuroimmunology) ระบุว่าผลกระทบที่ผสมผสานกันของปัจจัยอัน

 

หลากหลาย เช่น สารเคมี การฉายรังสี และความเครียดที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันอาจนำไปสู่ประสิทธิภาพ

 

การทำงานของภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำลงในรูปของโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจและการอักเสบ

 

 

3. ความเครียด 

 


ความจริง : ความเครียดจะปล่อยสารชีวเคมีที่กดการทำหน้าที่ของภูมิคุ้มกันให้ตกต่ำลง และผลักให้เรา

 

ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อแทบทุกชนิด

 

 

ความจริง : อะไรและอย่างไรที่เราคิดว่าส่งาผลกระทบต่อภาวะภูมิคุ้มกันข้อมูลใหม่ล่าสุด รายงานว่า

 

เซลล์สมองจะเป็นตัวสร้างสารเคมีของระบบภูมิคุ้มกัน

 

ความจริง : ความเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรงที่ทำให้เกิดความทุกข์ระทม หลังพายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์

 

ได้ทำให้เซลล์นักฆ่าของระบบภูมิคุ้มกันลดระดับต่ำลงในการทดสอบกับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เหตุการณ์

 

 

เปลี่ยนแปลงในชีวิตใด ๆ ได้นำพารูปแบบความเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรงควบคู่มาด้วย ซึ่งสามารถ

 

ทำให้พวกเราติดเชื้อโรคได้ง่ายขึ้นการดื้อต่อยาปฏิชีวนะและ เชื้อที่ดื้อยา

 


 “การดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อแบคทีเรีย เป็นปัญหาที่กำลังคุกคามต่อวงการสาธารณสุขในประเทศ

 

สหรัฐอเมริกา” นพ.ดร.ริชาร์ด เบซเซอร์ แห่งสำนักงานสาขาโรคเกี่ยวกับ

 

ทางเดินหายใจ ซีดีซ (CDC’s respiratory disease branch) กล่าว สารที่เคยคิดกันว่าเป็นยามหัศจรรย์

 

ปัจจุบันกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งในปัญหาทางสุขภาพที่ก่อให้เกิดปัญหารุนแรงที่สุดที่เราเคยเผชิญมา

 

ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ T.086-4624228

 

 

       คลิ๊ก

 

 

ข้อแนะนำการใช้ สำหรับ ผู้ป่วย HIV

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข้อแนะนำการใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ สำหรับ ผู้ป่วย  HIV

 

โรคเอดส์ (Acquired Immunodeficiency Syndrome)  AIDS เป็นโรคร้ายแรงที่สุด ที่เผชิญหน้ากับการ

 

แพทย์ปัจจุบันในผู้ป่วย HIVการปรับปรุงภูมิคุ้มกัน เช่น ฟื้นฟูภูมิคุ้มกันให้ทำหน้าที่ปกติ  ปัญหาหรือ

 

สาเหตุอยู่ที่กลไกปรับภูมิคุ้มกันและเชื้อไวรัส

 

“ผลการศึกษาที่ทำพบว่า “การให้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์  ในการดูแลสุขภาพ 

 

ทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ระดับของเซอร์คิวเลตี้ อิมมูนคอมเพล็กส์ (Circulating immune 

 

complex CIC) ลดลงจนปกติ ให้ผู้ป่วย  50% เนื่องจาก CD4  T-helper Marker เป็น HIV Receptor 

 

HIV เป็นโรค ปรากฏแก่ T-Lymphocyte และพวกเซลอิมมิวโนคอมพีเต้น มันจะติดเชื้อส่วนใหญ่ที่ 

 

T-helper  ระดับ T-helper (CD4) ในผู้ป่วยเมื่อได้รับ ให้ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์

 

 เป็นทิศทางที่บอกถึงการบรรลุเป้าหมายการรักษา   ชีวิตยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในผู้ป่วย HIV

 

  ทาน  ให้ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์  ครั้งละ 1 Capsule วันละ  3 เวลา  เป็นเวลา

 

  2 สัปดาห์  อาจซ้ำอีกครั้ง ดูการให้  ให้ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์  ในการติดตาม

 

ผลผู้ป่วยนอก ซึ่งจะขึ้นกับผลของระดับภูมิคุ้มกันผู้ป่วย

 

 (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)
 
สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ในการเสริมภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ เพิ่มCD4
หรือ ปัญหา  ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ได้ที่
Tel.086-4624228

 

 

 

 

 

คลิ๊กแอดไลน์เพื่อปรึกษาและสอบถาม

 

 

 

คลิ๊กเพิ่มเพื่อน

 

 

การใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ สำหรับโรคต่างๆ
 
การใช้ Transfer Factor ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน และโรคต่างๆ
 
     
(Immunorehabiliation with Transfer Factor)
 
(แปลจากงานวิจัยของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศรัสเซีย)
 
 
 

               ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในทางการแพทย์ ยังไม่ได้ช่วยทำให้จำนวนคนที่เป็นโรคติด

 

เชื้อหรือโรคที่ไม่ติดเชื้อลดลงไป กว่าเดิม ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนจำนวนมากที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ

 

โรคทางระบบหายใจ โรคต่อมไร้ท่อ หรือโรคทางด้านจิตและประสาท รวมไปถึงคนที่ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้น


               ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้การเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมหรือการได้รับสารอาหารที่ไม่ถูกวิธีหรือไม่มี ประโยชน์ รวมไปถึง

 

การได้รับยาจากโรคที่ได้รับหรือพฤติกรรมและความเครียดที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวันตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ระบบภูมิคุ้ม

 

กันในร่างกายบกพร่องได้


               การได้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ระบบภูมิ คุ้มกันในร่างกายทำงานได้เป็นปกติหรือทำได้ดีขึ้น สาร

 

ดังกล่าวมีทั้งในธรรมชาติหรือสามารถสังเคราะห์ขึ้น ช่วยทำให้กลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นตามมา


               ในธรรมชาติดั่งเดิม สารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคน เริ่มต้นจากการได้รับน้ำนมเหลื>องจากมารดา ซึ่งถือว่าเป็นสารกระตุ้น

 

ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่รู้จักกันดี โดยเป็นสายกรดอะมิโน สามารถป้องกันหรือทำลายเชื้อโรค ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส ราหรือโปโตซัว ได้เป็นอย่างดี


               Transfer Factor ที่พบได้ในน้ำนมเหลืองของวัว เป็นสารชนิดหนึ่งที่เป็นสารธรรมชาติและช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่าง กายได้

 

เป็นอย่างดี โดยช่วยทั้งกระตุ้นการทำงานของลิมโฟไซด์ (Lyphocyte) กระตุ้นการหลั่งสารไซโตคายน์และควบคุมกลไกการทำงานของระบบ

 

ภูมิคุ้มกันในร่าง กายได้เป็นอย่างดี


               ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า Transfer Factor มีส่วนสำคัญในการรักษาและป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โรคต่างๆ โรคมะเร็ง ภาวะ

 

ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Transfer Factor  ได้มีการศึกษาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์แ

 

ละทางการแพทย์อย่างกว้างขวางในประเทศรัสเซีย



แนวคิดใหม่ในการพัฒนากลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง

               ในยุคศตวรรษที่ 20 ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ปรากฏว่ามีจำนวนคนที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันได้มีการเจริญและพัฒนาสาย พันธุ์ของเชื้อชนิดต่างๆ

 

มากขึ้น การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เพิ่มขึ้น นอกจากเกิดจากการพัฒนาของตัวเชื้อแล้ว ในคนที่ติดเชื้อยังพบว่าภายในร่างกายก็มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีพอ ดัง

 

นั้นจึงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญทั้งจากภายนอกและภายในที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้


               ปัญหาในการรักษาหรือความพยายามในการใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อยังมีอยู่ เนื่องจากการดื้อยาหรือการพัฒนาสายพันธุ์ของตัวเชื้อ ดังนั้นในการ

 

ป้องกันที่ดีคือการเปลี่ยนรูปแบบเป็นการให้วัคซีนหรือการรักษา ต้านเชื้อจุลินทรีย์ด้วยการให้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator) ซึ่งสามารถจะกระตุ้นระบบ

 

ภูมิคุ้มกันที่จำเพาะและไม่จำเพาะแก่ร่างกาย โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะสามารถทำให้ร่างกายสามารถทำลายหรือ ฆ่าเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายได้ทันที


               สิ่งแปลกปลอมที่ถือว่าเป็นแอนติเจน (antigen) ในระยะแรก ร่างกายจะมีการทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล (Neutrophil)และ แมคโคฟาจ

 

(Macrophage) กินโดยตรงและมีการปล่อยเอนไซม์หรือสารย่อยทำลายเชื้อโรคโดยตรง ขณะเดียวกันกระบวนการปล่อยสารที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่ม

 

ทำงานแบบ ไม่จำเพาะ (Humoral immunity linked non-specific factors) ทำให้เม็ดเลือดขาวในกระแสเลื>อดสามารถผ่านผนังเส้นเลือดมายังเนื้อเยื่อที่มี เชื้ออยู่

 

แล้วไปกินเชื้อโรคโดยตรง ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบระยะเฉียบพลัน (Acute inflammatory antimicrobial reaction)


               นอกจากนี้แล้วเซลล์ B-lymphocyte และ Plasma cells จะมีการหลั่งสารแอนติบอดี (antibodies) ซึ่งเป็นสาระสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายหลาย

 

ชนิด ได้แก่ IgA, IgM, IgG, IgE หรือ IgD


               นอกเหนือจาก B-lymphocyte แล้ว T-lymphocyte เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในระบบภูมิคุ้มกัน ในร่างกายบนตัว

 

ของ T-lymphocyte จะมีตัวจับสัญญาณต่อเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายที่จำเพาะเจาะจงมาก และได้มีการแบ่งตัวกลายเป็น T-helper (Th) ซึ่งจะทำให้มีการกระตุ้นการ

 

ทำงานของ T-cell ในรูปแบบของ Cytotoxic T-lymphocyte cละ T-suppressor (Ts) เพื่อติดตามประสิทธิภาพของการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของ

 

เซลล์ Natural killer cell (NK cell) ต่อไป


               สารไซโตคาย์ (Cytokines) ที่สำคัญคือ อินเตอร์ลิวคิน (interleukin) ชนิดต่างๆ ได้แก่ IL-2, IL-4, INF-a, INF-g ที่หลั่งออกมาจาก T-helper

 

lymphocyte หรือ IL-1 จากแมคโคฟาจน์ จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นแมคโคฟาจน์ เพื่อไปทำลายเชื้อและทำให้สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวให้มีขนาดที่เล็กลง และกลายเป็น

 

สารแอนติเจน (antigen) ที่จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันขั้นสองหรือ Majour histocompatibility complex (MHC) ต่อไป โดยกระบวนการติดเชื้อระยะแรก มักใช้เวลา

 

 

ประมาณ 4 ชั่วโมงหลังการติดเชื้อ และออกฤทธิ์ได้นานถึง 4 วัน หากในภาวะที่ร่างกายมีการติดเชื้อหรืออักเสบแบบเรื้อรัง (chronic infection-inflammation) การก

 

ระตุ้นด้วยกระบวนดังกล่าวขั้นตอนจะไม่เกิดขึ้นในเด็กที่ได้รับวัคซีนไปแล้วเป็นระยะเวลานาน ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอาจไม่คงที่หรือลงลงตามระยะเวลา หากได้รับ

 

เชื้อที่แรงกว่า ระบบภูมิคุ้มกันก็อาจไม่สามารถ

 

ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในเด็กมักประสบปัญหาหรือป่วยด้วยโรคติดเชื้อหรืออักเสบ ในระบบทางเดินหายใจได้บ่อย


               แนวทางการรักษาที่เป็นไปได้ในทางการแพทย์คือ การให้สารกระตุ้นระบบการทำงานของ monocytic-macrophage ได้แก่ Sodium mucleinate,

 

myelopid, likopid, polyoxidomy, Echinacea อาจทำได้ รวมไปถึงการใช้สารกระตุ้น Macrophage, B และ T-lymphocytes ได้แก่ Thymus products, pirogenal,

 

prodigiosan เป็นต้น ในการใช้สารต่างๆ นั้นพบว่าก็ยังมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 30-50% ของที่มีอยู่เดิม
 


Transfer Factor 


               Transfer Factor ที่ถูกค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 โดย H.S. Lawrence มีลักษณะโครงสร้างเป็นสารเปปไทด์ที่มีกรดอะมิโนเพียง 44 ตัว และมีน้ำหนักน้อย

 

กว่า 10,000 ดาลตัน (3,500-5,000 ดาลตัน) พบว่ามีความสามารถในการกระตุ้นทั้ง T-suppressor, T-killer และ macrophage

 


               Transfer Factor มีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ สามารถถ่ายทอด CMI หรือ DTH ที่จำเพาะจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ และไม่เป็นพิษต่อผู้รับ


               Transfer Factor ภัณฑ์ที่ไม่ก่ออาการแพ้ในคน ปราศจากเคซีน, Lactogloulins และโปรตีนขนาดใหญ่ (ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้นม) แต่มีส่วนที่สามารถ

 

กระตุ้นไซโตคายน์ในร่างกายได้ โดยคณะกรรมการ Academician AA Vorobiv ของ Russian Academy of Medical Sciences ได้ชี้ชัดว่าสามารถนำไปใช้ในเด็กและ

 

ผู้ใหญ่ได้ โดยไม่มีข้อห้ามในการใช้และปลอดภัยในคนอย่างมาก


               ในการทำงานของ Transfer Factor ในร่างกายนั้นมีหน้าที่ 3 แบบ คือ Inducer, Antigen specific หรือ Suppressor ขึ้นอยู่กับความบกพร่องของระบบ

 

ภูมิคุ้มกันในร่างกายคนมากน้อยเพียงใด แต่กลไกการทำงานของ Transfer Factor มีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือการกระตุ้นเซลล์ Macrophage

 

และ Cytotoxic T-lymphocyte


               Transfer Factor สามารถนำมาใช้ร่วมกับยาอื่นๆ ได้ เพื่อช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายดีขึ้นได้ แต่จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า T

 

ransfer Factor มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของ Natural killer cell (NK cell) ได้มากกว่ายาชนิดอื่นๆ
              


การใช้ Transfer Factor ในกลุ่มโรคต่างๆ

 

  1. โรค ไวรัสตับอักเสบ โดยสามารถใช้่ทั้งในไวรัสชนิด บี และ ซี โดยจากรายงานพบว่า ในผู้ป่วยโรคนี้จำนวน 50 รายที่ได้ใช้ TF เพียง 1 แคปซูล/ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง/วัน ติดต่อกัน 14 วัน พบว่ามีผลเทียบเท่ากับการใช้เอนเทอเฟรอน ซึ่งต้องใช้เงินในการรักษาประมาณ 10,000-50,000 US นอกจากนี้การใช้  TF ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบชนิดบี จำนวน 24 ราย และไวรัสตับอักเสบชนิดซี จำนวน 34 ราย จำนวน 1 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน นานเพียง 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลข้างเคียง และให้ผลทางคลินิคได้ดีกว่าการใช้ยาอื่น
  2. การ ติดเชื้อ Chlamydial พบว่าการใช้ TF ในผู้ป่วยจำนวน 24 ราย เพศชายที่มีปัญหา Urogenital chlamydiosis เป็นเวลา 10 วัน เพียงวันละ 3 แคปซูลต่อวัน พบว่าสามารถช่วยทำให้ผลการรักษาด้วยยา  ดีขึ้น
  3. โรค ติดเชื้อที่กระดูกและไขกระดูก (Osteomyelitis) พบว่าในกลุ่มโรคนี้จะมีการติดเชื้อเรื้อรัง และเกิดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การได้รับ TF ครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน นานติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ก่อนการรักษาโดยการผ่าตัด และ 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน นานติดต่อไป 2 เดือนหลังการผ่าตัด จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นและสารอนุมูลอิสระลดลงได้
  4. โรคติดเชื้อ HIV การใช้ TF  สามารถช่วยทำให้ T-helper (CD+4) มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการใช้ TF  เพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์
  5. โรคภูมิแพ้ (Allgeric) พบว่าในกลุ่มโรคภูมิแพ้ T-suppressor จะทำงานลดลงและมีการหลั่ง IgE มากเกินไป ดังนั้น TF จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ทั้งเฉพาะที่ เช่น บริเวณผิวหนัง ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ เป็นเวลา 20 วัน อาการแพ้จึงจะบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในกลุ่มคนที่เป็นโรค Psoriasis หรือ atopic dermatitis การใช้ TF ประมาณ 7-10 วันก็จะเห็นผล ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น ไม่หลุดลอกและไม่คัน
  6. โรคพยาธิใบไม้ ตับ (Opisthorchiasis) การใช้ TF ครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันเพียง 7 วัน จะให้ผลทางคลินิคที่ดีขึ้น เช่น หลอดเลือดอักเสบหรือปวดตามข้อลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยานานถึง 6 เดือน
  7. โรค มะเร็ง (Oncology patient) ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร พบว่า การได้รับ TF  เพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 30 สัปดาห์ สามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ (Non-specific immunity) และยังพบว่า ปริมาณของ CD3+, CD4+, CD8+ ในเซลล์เม็ดเลือดขาว รวมไปถึงจำนวน NK-cell มีจำนวนเพิ่มขึ้น กลุ่มคนไข้ที่มีอาการข้างเคียงจากโรค เช่น อ่อนแรง หายไป

 

ข้อเสนอแนะในการใช้ Transfer Factor

 

  1. ในการป้องกัน (Prevention) รับประทานเพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 30 วัน
  2. การติดเชื้อระยะเฉียบพลัน (acute infection) ควรรับประทาน 2 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน

 

 

    (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)
 

 

สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ประโยชน์และวิธีการใช้  ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ 
สำหรับเสริมสร้าง ระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ หรือแก้ปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันได้ที่
Tel.086-4624228 

 

 
แนะการใช้ และ สรรพคุณ ส่วนประกอบ ของ Transfer Factor สำหรับ โรคติดเชื้อต่างๆ เช่น ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มะเร็ง และอื่นๆ

สรรพคุณ และ ส่วนประกอบ ของ Transfer Factor และคุณประโยชน์การใช้ 

(สามารถเสริมประสิททธิภาพ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้สูงสุด)

 

 

 

 

 

นำ ทรานสเฟอร์แฟคเตอร์ มาผสมกับสารสกัด ของสมุนไพรที่มีประโยชน์

ในสูตร ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ 

 

 

1.ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor)

คือ  ตัวเสริมภูมิคุ้มกันที่ล้ำนำหน้าธรรมชาติ

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) โมเลกุลขนาดเล็กที่ช่วยส่งข่าวสารทางภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจากกรดอะมิโนที่ต่อเนื่องกันโดยส่งผ่านสัญญาณภูมิคุ้มกันระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกันด้วยด้วยกัน หรือเรียกสั้นๆว่า "ความทรงจำของภูมิคุ้มกันระดับโมเลกุล"

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ คือโปรตีนขนาดเล็กที่“ส่งผ่าน”ความสามารถในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันจากผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแล้วไปยังผู้รับซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกัน”(วารสาร Molecular Medicine ฉบับวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2000 (พ.ศ.2543)

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) ไม่ใช่วิตามินไม่ใช่แร่ธาตุ ไม่ใช่ฮอร์โมนไม่ใช่สมุนไพรและไม่ใช่ยา(ไม่มีสิ่งแปลกปลอมไม่มีสิ่งที่มีพิษ)

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) เป็นกุญแจสำคัญของสุขภาพ ในการสร้างความแข็งแกร่งในระบบป้องกันของร่างกาย โดยใช้ภูมิคุ้มกันของตัวเองตามธรรมชาติ

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) มีน้ำหัวน้ำนมแรกคลอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด 

 

 

 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เปรียบเหมือนครูของภูมิคุ้มกัน

 

ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ คือ สายโมเลกุลเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอมิโน จำนวน 44 ตัว (โดยประมาณ) ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ทำหน้าที่ช่วยส่งข่าวสารทางภูมิคุ้มกัน โดยส่งผ่านสัญญาณภูมิคุ้มกันระหว่างเซลล์ภูมิคุ้มกันด้วย กล่าวคือ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ทำหน้าที่ให้ความรู้ในการต้านทานเชื้อโรคและสิ่งแปกปลอมกับเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

 

ลักษณะการทำงานของทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ อธิบายให้ง่าย คือ ความสามารถในการส่งผ่านภูมิคุ้มกันแบบวัคซีนเม็ด จากผู้ให้ที่มีภูมิคุ้มกันไปสู่ผู้รับที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน  (แบบ cell – mediated immunity)

 

เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ก็จะตอบสนองอย่างรวดเร็วในการโจมตีเชื้อโรคแปลกปลอมนั้น ตามขบวนการ 3R ดังนี้ 

1. ทำความรู้จัก Recognize คือ ทำความรู้จักกับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นก่อน ว่ามันคืออะไรกันแน่??  

2. ทำการโต้ตอบและทำลาย React (Respond) คือ การเตรียมการและจัดการโจมตีเชื้อโรคแปลกปลอมนั้นให้หมดไปจากร่างกาย 

3. จดจำเชื้อโรคและสารแปลกปลอมนั้น Remember คือ ระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำรูปแบบเชื้อโรคหรือสารแอนติเจนของสิ่งก่อโรคนั้น เพื่อคราวต่อไป เมื่อมีการบุกรุกอีก ร่างกายจะทำการตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วทันที

 

ลักษณะการทำงานของทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ อธิบายให้ง่าย คือ ความสามารถในการส่งผ่านภูมิคุ้มกันแบบวัคซีนเม็ด จากผู้ให้ที่มีภูมิคุ้มกันไปสู่ผู้รับที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน  (แบบ cell – mediated immunity)

 

กล่าวคือ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จะช่วยเร่งความเร็วของขั้นตอนการทำความรู้จัก และย่นระยะเวลาการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันให้สั้นขึ้น ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถกำจัดเชื้อโรคและสิ่งที่มาคุกคามได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลาการเจ็บป่วยลง ตอบสนองได้เร็วสูงสุดภายใน 48-72 ชั่งโมงหลังจากได้รับทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์

 

 

 

ยกตัวอย่างเช่น

 

 

เมื่อร่างกายมีการติดเชื้อไวรัส จะส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกัน หลั่งสาร Cytokine ออกมากระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัว ซึ่งเซลล์แรกที่จะตอบโต้เชื้อไวรัสคือ NK Cells (Natural Killer Cells หรือ เซลล์เพชฌฆาต) ซึ่งในภาวะปกติ NK Cells จะเริ่มกำจัดเชื้อไวรัสจากอาการติดเชื้อประมาณ 3.5 วันและหลังจาก 3-5 วัน T-Cell และระบบแอนตี้บอดี้ จะเริ่มทำงานและกำจัดเชื้อไวรัสให้สิ้นซาก

 

 

แต่ถ้าร่างกายได้รับ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer Factor) NK Cells จะเริ่มกำจัดเชื้อไวรัสหลังจากมีการติดเชื้อแค่ 1.5 วัน ทำให้ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้เร็วขึ้น ลดการเจ็บป่วยและฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้รับประทาน ทรานเฟอร์ แฟกเตอร์

 

 

 

 

 

2.คอร์ดิเซ็พส์ (cordyceps sinensis)

          Cordyceps เป็นเห็ดชนิดหนึ่ง พบบริเวณภูเขาทางตอนใต้ของจีน ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ และ ยาบำรุงกำลังมากว่า 3000 ปี บำรุงปอด ไต  เพิ่มการผลิตสเปิร์ม  และรักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หอบ หืด วัณโรค และโรคระบบทางเดินหายใจ (Steinkraus et al., 1994)  รับประทาน Cordyceps เป็นประจำจะช่วย ชะลอความแก่ และลดอาการอ่อนเพลีย  ขี้หนาว  มึนงง หูอื้อ  เสื่อมสมรรถภาพทาง เพศ และ ความจำเสื่อม (Cao & Wen, 1993;  Zhang et al., 1995)

          Cordyceps  มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  ซึ่งมีหลายการทดลองที่ยืนยันฤทธิ์กระตุ้นภูมิ คุ้มกันและปรับสมดุลย์ภูมิคุ้มกันของ Cordycepps (Koh et al., 1994; Kuo et al., 2005; Ng et al., 2005) จากการ ทดลองทางคลินิกในคนไข้มะเร็งเต้านม และมะเร็งปอด พบว่า Cordyceps สามารถฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้ได้ดี (Zhou & Lin 1995)

          Cordyceps มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และเนื้องอก (Chen et al., 1997; Kuo et al., 1994; Yoshida ,1989)  มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Li et al., 2001)  ลด Cholesterol และป้องกัน โรคหัวใจ (Chiou et al., 2000; Lou et al., 1986; Yamaguchi et al., 2000)

          ใน Cordyceps พบสารกลุ่ Polysaccharides มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (Kiho et al.,1996), ลดไขมันในเส้นเลือด (Kiho et al., 1996), กระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Gong et al., 1990)กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและป้องกันรังสี ต้านมะเร็ง (Zeng et al., 1985), ต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Chen et al., 1997) นอกจากนี้ยังพบสารกลุ่ม Sterol (Ergosterol), Cordycepin (3-deoxyadenosine) และ Cordycepic acid


 

          ประโยชน์ทางยาของ Cordyceps  ใช้ในการรักษาโรคต่อไปนี้

  • โรคไตและระบบทางเดินปัสสาวะ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด   ลดคลอเรสเตอรอล  และ ไขมันในเส้นเลือด
  • โรคตับ และ โรคระบบทางเดินอาหาร
  •  กระตุ้นและปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันในผู้ที่ภูมิคุ้มกันผิดปรกติ ลดการอักเสบ ใช้เสริมในการรักษาเคมีบำบัด
  • บำรุง ร่างกาย ลดอาการอ่อนเพลียโดยเฉพาะในผู้ที่เจ็บป่วยร่างกายอ่อนแอ
  • ชะลอ ความแก่  เป็นยาอายุวัฒนะ
  •  เสื่อมสมรรถภาพทางเพศทั้งหญิงและชาย)
  • โรค ระบบทางเดินหายใจ    โรคปอด  และ หลอดลมอักเสบ

อ้างอิง: Institute for Natural Products Research, Cordyceps Monograph

 

 


3.สารสกัดจากใบมะกอก (Olive ฟleaf Extract)

ใบมะกอกใช้ทั่วไปในการรักษาโรคหวัด  แก้เชื้อรา  ไวรัส  มีฤทธิ์ลดคลอเรสเตอรอล (LDL)  ลดความดันโลหิต  ลดน้ำตาลในเลือด

ใบมะกอกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงถึง  400 % ของวิตามิน ซี และ 2 เท่าของชาเขียว ช่วยปกป้องร่างกายจากการถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ  และใช้รักษามะเร็ง เช่นมะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในใบมะกอกได้แก่ Oleuropein, hydroxytyrosol และสารกลุ่ม Polyphenol อีกหลายตัว

 

Oleuropein (สารโอลิวโรเปอีน) เป็นสารที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการต่อต้านแบคทีเรียและกระตุ้นระบบภูมิต้านทานโดยตรง
 

 

          เนื่องจากใบมะกอกมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต และลดน้ำตาลในเลือด จึงต้องระวังในผู้ที่ได้รับยาลดความดันโลหิต และยาลดน้ำตาลในเลือด อาจเสริมฤทธิ์ยาได้

อ้างอิง Olive Leaf, Wikipedia, the free encyclopedia

 

 

 

 

4.เห็ดไมตาเกะ (Maitake Mushroom)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Glifola  frondosa


            ริโฟแลนด์ (Grifolan) และ ดีแฟรกชั่น (D-fraction) เป็นโพลีแซคคาไลด์ (โมเลกุลที่ประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำตาลหลายๆ ตัวเชื่อมเข้าด้วยกัน) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายถูกพบใน เห็ตไมตาเกะ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าสารนี้ช่วยสนับสนุนสุขภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย นอกจากนั้นคุณประโยชน์อื่นๆ ของเห็ตไมตาเกะยังมีอีกมากมาย ทั้งในเรืองของการสนับสนุนสุขภาพด้านระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายและสนับสนุนการทำงานของระบบอินซูลินในร่าง กาย(เบาหวาน)อีกด้วย

 


 

 

5.เห็ดชิตาเกะ (Shitake Mushroom)


            ห็ตชิตาเกะถูกใช้เป็นยาจีนนานกว่า 6,000 ปี เป็นที่รับรู้มานานแล้วว่าคุณสมบัติของเห็ตชิตาเกะคือการช่วยส่งเสริมระบบ ภูมิคุ้มกัน เพราะประกอบด้วยสารสำคัญได้แก่ อีริตาเดนีน (Elitadenine) ซึ่งพบว่าเป็นสารที่ช่วยสนับสนุนให้มีระดับคลอเรสเตอรอลที่สมดุล นอกจากนั้นยังมี สารแอลเออโกไธโอนีน (L-ergothionine) ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิเดนท์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากอีกชนิดหนึ่งทธิภาพสูงชนิดหนึ่ง

 

 

 

 

6.สังกะสี (Zinc)
            สังกะสีเป็นเกลือแร่จำเป็นที่พบได้ในเกือบทุกเซลล์ของร่างกาย สังกะสีมีความจำเป็นต่อชีวิตมาก เพราะสังกะสีมีหน้าที่ช่วยเหลือในกระบวนการทางชีวภาพของมนุษย์มากมาย และมีบทบาทที่สำคัญมากต่อเอนไซม์มากกว่า 300 ชนิดในร่างกาย สังกะสีจึงมีประโยชน์มาต่อการสร้างสุขภาพที่ดี นอกจากนั้นสังกะสียังช่วยสนั
บสนุนความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง การรักษาแผล ช่วยรักษาความสามารถในการรับกลิ่นและรส รวมถึงการช่วยดูแลสุขภาพผิว และสมรรถภาพทางเพศอีกด้วย

 

 

 

 

7.เห็ดบลาซีอิ (Agaricus-Blazei Mushroom)


           จากการศึกษาวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยในประเทศญี่ปุ่น พบว่า ในเห็ตบลาซีอิมีสารที่เป็น High Polysaccharides ที่มีคุณสมบัติต่อต้านเซลล์มะเร็งและป้องกันมะเร็งเนื้อร้ายชนิด Ascite cancer และเมื่อนำสารสกัดจากเห็ตบลาซีอิมาทดลองใช้ร่วมกับยาในการรักษาโรคมะเร็งพบ ว่าทำให้มีประสิทธิภาพในการรักษาสูงขึ้น 4.8-6.3 เท่า อีกทั้งยังช่วยมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วต่อผลการรักษาแบบเคมีบำบัด นอกจากนั้นยังช่วยกระัตุ้นภูมิต้านทานในเซลล์ ทำให้ระดับของ Thy1 และ Thy2 positive cell และ เซลล์ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมมีระดับที่ดีและสูงขึ้น ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้โดยไม่ก่อผลข้างเคียง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับ ส่งผลให้เกิดการควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีและมีไคลินที่มีคุณสมบัติป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เส้นเลือดตีบตัน รวมทั้งยังช่วยซ่อมแซมและรักษาเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกด้วย

 

 

 

8.สารสกัดจากถั่วเหลือง (Soy Bean Extract)


           สารสกัดจากถั่วเหลืองอุดมไปด้วย เบต้าซิโตสเตอรอล (Bata Sitosterol) เป็นสารพฤษเคมีที่พบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล รวมทั้งยังช่วยในการสนับสนุนสุขภาพกระดูก การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต รวมถึงการปรับสมดุลระดับคลอเรสเตอรอล นอกจากนั้นเบต้าซิโตสเตอรอลหรือโปรตีนจากถั่วเหลือง ยังให้กรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิดในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับร่างกาย

 

 

 

9.เบต้ากลูแคน

 

 

10.IP6

 

 

 

11.สารสกัดจากว่านหางจรเข้

 

 

  (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)

 

สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ประโยชน์และวิธีการใช้  ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ 
สำหรับเสริมสร้าง ระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ หรือแก้ปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันได้ที่
Tel.086-4624228

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

 
แนะนำการใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ สำหรับโรคติดเชื้อต่างๆ

Transfer Factor

 

คุณประโยชน์ของทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ 

 

 

1.  ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิด เซลล์เพชฌฆาต หรือที่เรียกว่า Natural Killer Cell (NK-cell)

 

  คือตัวรักษามะเร็งตามธรรมชาติของร่างกาย) ซึ่งมีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ให้มีจำนวนเพิ่มมาก

 

ขึ้นเพียงพอต่อการต้านทานโรค

 

 

2. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองของเซลล์เม็ดเลือดขาวมากขึ้นถึง 437% จากเกณฑ์มาตราฐาน

 

ภายใน 48 ชั่วโมง จึงระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านสิ่งแปลกปลอมดีขึ้นเร็วขึ้นมากกว่าภาวะปกติ

 

 

3. ช่วยลดอาการข้างเคียงจากการติดเชื้อ ระหว่างการฉายรังสีและให้ยาเคมีบำบัด เพราะระหว่างให้ยาเคมี

 

 ร่างกายจะอ่อนแอมาก เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายมาก แต่ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ 

 

 จะช่วยทำให้ระบบภูมิต้านทานตามธรรมชาติฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว เป็นผลให้ภาวะแทรกซ้อนน้อย

 

ลงอย่างมาก ไม่เจ็บป่วยง่าย ตลอดระยะเวลารับการรักษา

 

 

 

4.  ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สามารถรับยาเคมีบำบัดและการฉายรังสีได้ครบถ้วนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การ

 

รักษามีประสิทธิภาพ อัตราการหายขาดจากโรคมีสูงมากยิ่งขึ้นกว่าร้อย%

 

 

5. ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งที่แตกตัวออกมา ระหว่างทำการฉายรังสีและรับยาเคมีบำบัด 

 

เพราะระบบภูมิต้านทานที่ได้รับการเพิ่มประสิทธิ จะมีความไวต่อการตรวจจับและทำลายเซลล์แปลกปลอม

 

มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้อัตราการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นต่ำลงอย่างมีนัยสำคั

 

 

6. ช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว เพราะหัวใจหลักสำคัญในการรักษาโรคมะเร็งให้หายขาด คือ

 

การเฝ้าระวังการกลับมาเกิดซ้ำที่ตำแหน่งเดิมหรือที่อวัยวะอื่น แต่เพราะด้วยระบบภูมิต้านทานที่ได้รับการกระ

 

ตุ้นจากทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ พลัส จะสามารถตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งตั้งแต่ระยะก่อตัวได้อย่าง

 

รวดเร็ว

 

 

7. สามารถรับประทานต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปีโดยไม่มีการสะสมและผลข้างเคียงใดๆ 

 

เพราะ รานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เป็นสารสกัดโมเลกุลขนาดเล็กที่มาจากไข่แดงและนมวัว จึงมีความปลอดภัย

 

สูงสุดในการรับประทานอย่างต่อเนื่อง

 

 

8. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายโดยรวม ทำให้สุขภาพแข็งแรงดี ไม่เจ็บป่วยง่าย และร่างกาย

 

แข็งแรงตลอดช่วงที่มีการรับยาเคมีบำบัด

 

 

9.  ป้องกันไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่ปี2009, ป้องกันการติดเชื้อ, หายจากการการติดเชื้อได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องขึ้น

 

อยู่กับยาปฎิชีวนะ

 

 

10. ลดอาการอักเสบจากการของเซลล์หรือเนื้อเยื่อ หรือการอักเสบจากการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อ

 

ไวรัสตับอักเสบ และเหมาะสำหรับโรคที่ภูมิต้านทานต่ำและติดเชื้อ เช่น โรคเอดส์, มะเร็ง, ตับอักเสบ, 

 

วัณโรค, โรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อรา, พาราไซท์

 

 

11. ในประเทศรัสเซีย ประกาศให้ทั้งโรงพยาบาลและคลินิคทั่วประเทศใช้ ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์

 

 แทน อินเตอร์ลูคิน2 (Interleukin2) ซึ่งเป็นยารักษามะเร็ง เสริมในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง

 

 

 

12. มีสมุนไพรช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งประกอบด้วย เอนโนซิทอค เฮกซาฟอสเฟต

 

คอร์ดิเซ็ปส์, เบต้า กลูแคน, เห็ดไมตาเกะ, เห็ดชิตาเกะ ซึ่งสารสำคัญเหล่านี้ทำงานร่วมกันในการกระตุ้นและ

 

ช่วยเพิ่มกลไกการป้องกันของภูมิคุ้มกันต่าง ๆ ของร่างกาย

 

 
 

 

สิ่งที่ทำให้ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์มีความพิเศษเฉพาะตัว

 

- ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ คือโมเลกุลขนาดเล็กที่พบได้ในน้ำนมแรกของมารดา โมเลกุลเหล่านี้จะให้ความ

 

ฉลาดกับภูมิคุ้มกันของมารดาไปสู่บุตรเพื่อที่จะใช้ในการจดจำและต่อสู้กับภัยคุกคามจากเชื้อโรคภายนอก

 

 

- สารสกัด นาโน แฟกเตอร์ ช่วยส่งเสริมการทำหน้าที่อย่างเหมาะสมของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้การสั่ง

 

การและควบคุมของระบบภูมิคุ้มกันมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้น เซลล์ภูมิคุ้มกันของคุณจะรับรู้ดีขึ้นว่า เมื่อไร?

 

ที่ควรแสดงออก จะแสดงออกอย่างไร? และเมื่อไร?ที่ควรจะหยุดพัก

 

 

- การสกัดของ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ จากไข่แดงและน้ำนมเหลืองของวัว ได้รับการคุ้มครองโดยการ

 

จดสิทธิบัตรของประเทศสหรัฐอเมริกา

 

 

- การศึกษาทางคลีนิคแสดงว่า ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ สามารถ

 

เพิ่มการทำงานของเซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ(Natural Killer Cell) ได้ถึง 437% เหนือกว่าค่าพื้นฐาน และ

 

นาโน แฟกเตอร์นั้นกระตุ้นการทำงานของทีเซลล์ในการปรับปรุงความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ใน

 

 

ภาวะที่สมดุล

 

 

- ผลิตภัณฑ์ ทรานเฟอร์ แฟกเตอร์ ได้รับการบรรจุในหนังสือ Physician Desk Reference (PDR)

 

9ตั้งแต่ปี 2003-2008 หนังสือ PDR ถูกให้การยอมรับว่าเป็นหนังสืออ้างอิงแพทย์ที่มีความเป็นกลาง โดย

 

ปราศจากอคติเพื่อห้แพทย์ทำการค้นหาข้อมูลและแนะนำยาหรืออาหารเสริม PDR ได้ถูกตีพิมพ์เพื่อให้แพทย์

 

ทั่วโลกอ้างอิงใช้มาเป็นเวลามากกว่า 50 ปี

 

 

- ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เป็นสารอาหารตัวแรกที่กระทรวงสาธารณสุขรัสเซียอนุมัติให้ใช้ในโรง

 

พยาบาลและคลีนิคอย่างเป็นทางการ

 

ส่วนประกอบ ที่สำคัญโดยประมาณ ปริมาณใน 3 แคปซูล

 

1.      ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์

 

 

2.       คาร์ดิโอ เอค ไฟโตสเตอรอล 80 มก. ลดคลอเรสเตอรอล กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

 

3.       เบต้ากลูแคน 29.30 มก. กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อ สมานแผล สร้างผิวกำพร้า สร้าง

 

          หลอดเลือดใหม่ กำจัดแบคทีเรีย

 

4.       คอร์ดิเซพ 22.33 มก.(ถั่งเช่า)บำรุงร่างกายหลังฟื้นไข้ เสริมพลังนักกีฬา แก้อ่อนเพลี บำรุงร่างกาย

 

 

5.       สังกะสี 3.3 มก.  เสริมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก

 

6.       ข้าวโอ๊ต 11.11 มก.  ป้องกันโรคหัวใจ ลดคลอเรสเตอรอล ระบบขับถ่าย

 

7.       ผงว่านหางจระเข้สกัด 11.33 มก.  บำรุงผิว สมานแผลภายในและภายนอก แก้อักเสบ

 

8.       ผงเห็ดไมตาเกะ 9.17 มก. ต้านไวรัส, HIV, เซลล์มะเร็ง, ลดความดันโลหิต, ลดระดับน้ำตาลในเลือด

 

 

9.   ผงเห็ดชิตาเกะสกัด 9.16 มก.  ลดคลอเรสเตอรอล ต้านเซลล์มะเร็ง ยับยั้งHIV ต้านไวรัส ต้านเชื้อ

 

รา ลดกรดในกระเพาะ ป้องกันโรคกระดูกอ่อน

 

10.   ผงเปลือกมะนาว 4.93 มก.  ต้านอนุมูลอิสระ

 

 

 

วิธี ใช้: ใน 3 แคปซูล รับประทานวันละ 3 แคปซูล ในผู้ที่ร่างกายปกติ ก่อนอาหารอย่างน้อย 30นาที

 

  • สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ให้เริ่มต้นจากวันละ 3 แคปซูล เป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วให้ปรับเพิ่มขึ้นทีละ

     

    สัปดาห์เป็น 6,9,12,15 แคปซูล/วัน สามารถแยกเป็นหลายเวลาได้ตามต้องการ และให้คง 15-16 

     

    แคปซูลไว้ประมาณ 1-3 เดือน หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น จึงค่อยลดปริมาณลง ในผู้ป่วยมะเร็งขั้นที่

     

     3และ4 ให้เพิ่มปริมาณขึ้นเร็วกว่านี้ เพราะต้องการให้ภูมิต้านทานร่างกายสามารถควบคุมและทำลาย

     

    เซลล์มะเร็งอย่าง รวดเร็วและทันท่วงที ควรใช้สูตรน้ำผลไม้ร่วมด้วย เพื่อป้องกันเซลล์มะเร็งใหม่ไม่ให้

     

    เกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ

  •  

  • สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ผ่านการรักษามาแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการติดตามอาการ ให้ไปพบแพทย์

     

    ตามนัดทุกครั้ง ร่วมกับการรับประทาน ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์  วันละ 3แคปซูล และ

     

    น้ำผลไม้ริโอวิด้า วันละ 30-60 มล. ในการดูแลร่างกายป้องกันการกลับมาเกิดซ้ำใหม่ของมะเร็งได้

     

    เป็นอย่างดี

     

  • ผู้ป่วย HIV ให้รับประทานวันละ 3 แคปซูล ถ้าค่า CD4 ลดลงมากให้เพิ่มขึ้นเป็น 4-9 แคปซูลได้ จน

     

    อาการโดยรวมดีขึ้น

     

  • ผู้ป่วยวัณโรค รับประทานวันละ 3 แคปซูล ต่อเนื่อง

     

  • ผู้ที่มีปัญหาจากโรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น งูสวัด เรื้อกวาง และอาการอักเสบ รับประทานวันละ 3 แคปซูล

     

     และสามารถเพิ่มปริมาณได้ถึง 9 แคปซูล/วัน จนเมื่ออาการดีขึ้นจึงค่อยๆ ลดปริมาณลงมาได้ครับ

 

เมื่อ อาการของโรคสามารถควบคุมได้และดีขึ้นมากแล้ว ให้เราค่อยๆ ลดปริมาณการใช้ลงเรื่อยๆ จนคงไว้ที่ 

 

3 แคปซูล เป็นประจำทุกวันนะครับ คุณก็จะมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเต็มที่แล้วล่ะครับ

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้จำหน่าย หรือ ถามเข้ามาในกระดานถามตอบก็ได้ครับ

 

ทุก ผลิตภัณฑ์สามารถทานควบคู่กันได้ จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

 

               ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ จึงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทุกคนควรได้รับประทาน เพื่อปรับสมดุลของ

 

ภูมิคุ้มกันร่างกายให้เป็นปกติ

 

 (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)
 
 
สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ในการเสริมภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ
หรือ ปัญหา  ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ได้ที่
Tel...0864624228

 

 
งานวิจัยการค้นพบ Transfer Factor

งานวิจัยการค้นพบ  Transfer Factor

  

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21

 

 

              ในปี ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) ได้เกิดการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ โดย ดร. เอช เชอร์วูด ลอเร้นส์ (Dr. H. Sherwood

 

Lawrence) ได้ค้นพบสิ่งที่เล็กมากในระดับโมเลกุล แต่ยิ่งใหญ่ด้วยคุณประโยชน์ ระหว่างที่ท่านกำลังศึกษาเกี่ยวกับวัณโรค

 

 

          ท่านได้ค้นพบด้วยว่า การตอบสนองของภูมิคุ้มกันของวัณโรค สามารถถ่ายทอดจากผู้บริจาค ไปยังผู้ป่วยวัณโรคหรือผู้รับอื่นๆ ได้

 

ด้วยการฉีดสารสกัดจากเม็ดเลือดขาวของผู้บริจาคที่เคยเป็นวัณโรคมาก่อน และได้รับการรักษาจนหายแล้ว

 

 

           ดร.เอช เชอร์วูด ลอเร้นส์ได้พบว่า สิ่งที่สกัดออกมาคือส่วนประกอบที่มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้น ท่านจึงตั้งชื่อสาร

 

สกัดนี้ว่า "ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์" (Transfer Factor)

 

 

 

          

 

              ได้รับรองความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่สูงยิ่ง มากกว่า 5,000 ฉบับ ทั่วโลก

 

ทำให้เราได้รับการรับรองจากองค์กรกลางต่างๆมากมาย เช่น

 

 

      

 

 

       จากข้อมูล เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมและมีความปลอดภัยสูงยิ่งในการเพิ่ม

 

ภูมิคุ้มกัน และการดูแลสุขภาพให้กับคุณ

 

 (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)
สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor สำหรับเสริมภูมิคุ้มกัน เสริมสุขภาพ
และแก้ปัญหา  ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันได้ที่
Tel.086-4624228

 

 

      คลิ๊ก

 

ความปลอดภัยในการใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer factor)

ความปลอดภัยในการใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer factor)

      ข้อมูลจาก เอกสารทางการแพทย์ PDR 

 

        จากการศึกษาความเป็นพาแบบเฉียบพลันในหนูทดลอง ด้วยการประเมิน เป็นระยะเวลา 14 วัน ด้วยการให้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer factor) เพียงครั้งเดียว ในปริมาณ 2,000 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว กิโลกรัม ในหนูทดลองตัวเมีย ตัว  ผลการศึกษาไม่พบว่า มีหนูตาย หรืออาการทางคลินิกใดๆ ที่บ่งชี้ถึงความเป็นพิษอันเกิดจากการได้รับ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer factor) ในปริมาณสูงมาก และไม่พบการเสียหายของเนื้อเยื่อใดๆ

 

 

        อีกทั้ง ตั้งแต่มีการค้นพบ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer factor) และมีการใช้อย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับอาการแพ้ หรือผลข้างเคียงใดๆ อันเกิดจากการใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ (Transfer factor)ติดต่อเป็นระยะเวลานาน 1ปีหรือมากกว่านั้น