Support
4lagroup
ติดต่อ T.086-4624228, Line id 0840004286 T.0813541158 ,line id 233020
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

                         
                                         
 
 

 HOT LINE สายด่วน มีปัญหาติดเชื้อ และ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

ขอคำปรึกษา ในการดูแลตัวเอง ได้ที่

 

T.086-4624228 ,Line id 0840004286

 

T.081-3541158 , Line id  233020

 

 

ยาต้านเชื้อ HIV 

 

ARV คือ ยาต้านทานไวรัส ใช้สำหรับคนที่ติดเชื้อแล้ว เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายในร่างกาย

 

คนไทยติดเชื้อแล้ว 4 แสน 5 หมื่นคน.

 

ที่ยังมีชีวิตอยู่ ใครที่ได้ทานยาตัวนี้ประจำสม่ำเสมอ เชื้อจะเหลือน้อยมากจนแทบหาเชื้อไม่เจอ

 

พบคนที่มีเชื้อน้อยมาก มีมากกว่า190,000 คน PrEPอ่านว่า เพร็พ เป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

 

ทานก่อนในกรณีเป็นคนที่มีความเสี่ยงในพฤติกรรม เช่นพนักงานบริการทางเพศ

 

ทานวันละเม็ด ตรงเวลา ทุกวัน ที่กาชาดขายเม็ดละ 30บาท อยากได้ฟรี

 

ติดต่อ LINE @freehivtest

 

ก่อนทานต้องตรวจเอชไอวีก่อนว่า มีผลลบ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ขนมนะ

 

เชื่อได้แค่ไหนว่าทานแล้วจะไม่ติดเชื้อ มีคนทานยานี้ทั่วโลก 9 หมื่นคน ในไทย คนไทย 6,000 คน

 

ยังไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เลยจากการทาน เพร็พ เรียกได้ว่า แทบ 100% ป้องกันได้PEP อ่านว่า เป็ป

 

(อย่างงกับอันข้างบน.)เป็นยาทานฉุกเฉิน หลังเกิดไปเสี่ยงมีเซ็กซ์ ต้องทานภายใน ***72*** ชม.

 

มีขาย แต่แพง

 

ติดต่อ LINE @freehivtest

 

มีวิธี หาทานฟรีแหล่งข้อมูล: Pinn Apirak Apijitchaichot

 

 

 

 


ข้อดี ข้อเสียของการ ไม่รับยาต้าน (ควรปรีกษาแพทย์)

 

 

 

 

 

กลุ่มเสี่ยงที่ควร เจาะเลือด เพื่อหาเชื้อ HIV 

 

 

 

  โรคเอดส์ คืออะไร

 

          โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง AIDS( Acquired Immune Deficiency Syndrome)

 

 

 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส  ชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human

 

Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เชื้อ HIV โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไป

 

ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำ

ลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่าง ๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรค

 

ฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา

 

ฯลฯ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด



สายพันธุ์ของโรคเอดส์

          เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1)

 

ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกากลาง, เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่

 

ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์อื่น ๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย

 

 

 

 

 โรคเอดส์ ติดต่อได้อย่างไร


เอดส์ สามารถติดต่อได้โดย

           1. การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ทั้งชายกับชาย หญิงกับ

 

หญิง หรือชายกับหญิง จะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม ล้วนมีโอกาสเสี่ยง

 

ต่อการติดโรคเอดส์ทั้งนั้น ซึ่งมีข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่า ร้อยละ 83 ของผู้ติดเชื้อ

 

เอดส์ รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์

           2. การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อเอดส์ พบได้ 2 กรณี คือ

          - ใช้เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น

          - รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ปัจจุบันเลือดที่ได้

รับการบริจาคมา จะถูกนำไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อน จึงมีความปลอดภัยเกือบ 100%



           3. ติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูก เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์และถ่ายทอดให้ทารก ในขณะ

 

ตั้งครรภ์ ขณะคลอด และภายหลังคลอด ปัจจุบันมีวิธีป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก

 

โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์

 

เหลือเพียงร้อยละ 8 แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อน

 

แต่งงาน



          นอกจากนี้ โรคเอดส์ ยังสามารถติดต่อผ่านทางอื่นได้ แต่โอกาสมีน้อยมาก เช่น

 

การใช้ของมีคมร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ทำความสะอาด, การเจาะหูโดยการใช้เข็ม

 

เจาะหูร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์, การสักผิวหนัง หรือสักคิ้ว เป็นต้น ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการ

 

ติดต่อโดยการสัมผัสกับเลือด หรือน้ำเหลืองโดยตรง แต่โอกาสติดโรคเอดส์ด้วยวิธีนี้ต้อง

 

มีแผลเปิด และปริมาณเลือดหรือน้ำเหลืองที่เข้าไปในร่างกายต้องมีจำนวนมาก



ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์

          ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อเอดส์ มีหลายประการ คือ

           1. ปริมาณเชื้อเอดส์ที่ได้รับ หากได้รับเชื้อเอดส์มาก โอกาสติดโรคเอดส์ก็จะสูง

 

ขึ้นไปด้วย โดยเชื้อเอดส์ จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือ น้ำอสุจิ และน้ำในช่องคลอด

           2. หากมีบาดแผล จะทำให้เชื้อเอดส์เข้าสู่บาดแผล และทำให้ติดโรคเอดส์ได้ง่ายขึ้น

           3. จำนวนครั้งของการสัมผัส หากสัมผัสเชื้อโรคบ่อย ก็มีโอกาสจะติดเชื้อมากขึ้นไปด้วย

           4. การติดเชื้ออื่น ๆ เช่น แผลริมอ่อน แผลเริม ทำให้มีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่แผล

 

จำนวนมาก จึงรับเชื้อเอดส์ได้ง่าย และเป็นหนทางให้เชื้อเอดส์เข้าสู่แผลได้เร็วขึ้น

           5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงในขณะนั้น ก็ย่อมมีโอกาส

 

ที่จะรับเชื้อได้ง่ายขึ้น

 

 

             

       ระยะต่างๆของผู้ติดเชื้อ HIV                                       

   

 

 

 

โรคเอดส์ มีกี่ระยะ

 

เมื่อติดเชื้อเอดส์แล้ว จะแบ่งช่วงอาการออกเป็น 3 ระยะ

 

 1. ระยะไม่ปรากฎอาการ (Asymptomatic stage) หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ ใน

 

ระยะนี้ผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ ออกมา จึงดูเหมือนคนมีสุขภาพแข็งแรง

 

เหมือนคนปกติ แต่อาจจะเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากระยะแรกเข้าสู่ระยะต่อไปโดยเฉลี่ยใช้

 

เวลาประมาณ 7-8 ปี แต่บางคนอาจไม่มีอาการนานถึง 10 ปี จึงทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่

 

เชื้อต่อไปให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ

 

 

2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ (Aids Related Complex หรือ ARC) หรือระยะเริ่ม

 

ปรากฏอาการ (Symptomatic HIV Infection) ในระยะนี้จะตรวจพบผลเลือดบวก และมี

 

อาการผิดปกติเกิดขึ้นให้เห็น เช่น ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน, มี

 

เชื้อราในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก, เป็นงูสวัด หรือแผลเริมชนิดลุกลาม และ

 

มีอาการเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น มีไข้ ท้องเสีย ผิวหนังอักเสบ น้ำ

 

หนักลด เป็นต้น ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นปีก่อนจะกลายเป็นเอดส์ระยะเต็มขั้นต่อไป

 

 

3. ระยะเอดส์เต็มขั้น (Full Blown AIDS) หรือ ระยะโรคเอดส์ ในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของ

 

ร่างกายจะถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย หรือที่เรียกว่า "โรคติดเชื้อฉวย

 

โอกาส" ซึ่งมีหลายชนิด แล้วแต่ว่าจะติดเชื้อชนิดใด และเกิดที่ส่วนใดของร่างกาย หากเป็น

 

วัณโรคที่ปอด จะมีอาการไข้เรื้อรัง ไอเป็นเลือด ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ

 

Cryptococcus จะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง คอแข็ง คลื่นไส้อาเจียน หากเป็นโรค

 

เอดส์ของระบบประสาทก็จะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า แขนขาอ่อนแรง เป็นต้น ส่วน

 

ใหญ่เมื่อผู้เป็นเอดส์เข้าสู่ระยะสุดท้ายนี้แล้วโดยทั่วไปจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1-2 ปี

 

ผู้ที่ควรตรวจหาเชื้อเอดส์

 

- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และต้องการรู้ว่าตนเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่

 

- ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรืออยู่กินฉันสามีภรรยา

 

- ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนจะมีพฤติกรรมเสี่ยง

 

- ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก

 

- ผู้ที่ต้องการข้อมูลสนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพของร่างกาย เช่น ผู้ที่ต้องการ

ไปทำงานในต่างประเทศ (บางประเทศ)


 

หากสงสัยว่า รับเชื้อเอดส์มา ไม่ควรไปตรวจเลือดทันที เพราะเลือดจะยังไม่แสดงผลเป็

บวก ควรตรวจภายหลังจากสัมผัสเชื้อแล้ว 4 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะได้ผลที่แม่นยำ


 

 

วิธีป้องกันโรคเอดส์เราสามารถป้องกันโรคเอดส์ ได้โดย

 

1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

 

2. รักเดียว ใจเดียว

 

3. ก่อนแต่งงาน หรือมีบุตร ควรตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และขอรับคำปรึกษาเรื่องโรค

เอดส์ จากแพทย์ก่อน

 

4. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดใช้สารเสพติดทุกชนิด

 

 

 

 

สิ่งที่ควรปฏิบัติหากได้รับเชื้อเอดส์

 

ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และควรดูแลสุขภาพให้ดี ไม่ควรวิตก

กังวล เพราะหากไม่มีโรคแทรกซ้อนจะสามารถมีชีวิตยืนยาวไปได้อีกหลายปี

 

มีข้อปฏิบัติคือ

 

1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

 

2. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

3. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อ

 

ป้องกันการรับเชื้อ หรือแพร่เชื้อเอดส์

 

4. งดการบริจาคเลือด อวัยวะ และงดใช้สิ่งเสพติดทุกชนิด

 

5. หากเป็นหญิง ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะเชื้อเอดส์สามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ถึง 30%

 

6. ทำจิตใจให้สงบ ไม่เครียด ไม่กังวล รวมทั้งอาจฝึกสมาธิ

 

7. อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

 

 

 

 

ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์

 

จากข้อมูลทางการแพทย์ระบุชัดว่า เชื้อเอชไอวีไม่สามารถแพร่สู่กันได้โดยการติดต่อใน

 

ชีวิตประจำวันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี และไม่สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการกอด การสัมผัส

 

มือที่เป็นการทักทายแบบชาวตะวันตก หรือการปฏิสัมพันธ์ภายนอกอื่น เช่น การใช้ห้องน้ำ

 

ร่วมกัน การใช้เตียงนอนร่วมกัน การใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารหรือรถแท็กซี่ร่วมกัน

 

นอกจากนี้ เอชไอวีไม่ใช่โรคติดต่อทางอากาศเหมือนกับไข้หวัด และไม่ติดต่อผ่านทาง

 

แมลง หรือ ยุง โดยทั่วไปแล้วเชื้อเอชไอวีติดต่อกันผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่

 

ปลอดภัย มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีติดจากการ

 

มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน การแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกาย เช่น อสุจิ เลือด หรือ

 

ของเหลวในช่องคลอด นอกจากนี้เชื้อเอชไอวียังสามารถติดต่อผ่านทางการใช้เข็ม หรือ

 

อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันของผู้ใช้ยาเสพติด ขณะที่ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถแพร่เชื้อไปสู่ลูกได้

 

ในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ต้องการ

 

 

อนามัยด้านอาหารสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV

 

ผู้ป่วยที่มีระดับ CD4 ต่ำกว่า 200 cell/mm3 มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อหรือเกิดอาหารเป็นพิษ

 

ได้ง่าย จึงควรใส่ใจต่ออนามัยในการปรุงอาหารให้มาก

 

- หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบ เช่น ปลาดิบ เนื้อที่ยังปรุงไม่สุกเต็มที่- หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์

 

จากนมที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ

 

- หลีกเลี่ยงโยเกิร์ตหรืออาหารเสริมที่ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือเครื่อง

 

ดื่มที่มีส่วนผสมของ Probiotic

 

- อาหารที่สุกแล้วตั้งทิ้งไว้นาน ควรนำมาอุ่นใหม่ก่อนทาน ไม่ควรทานอาหารที่ไม่ได้แช่เย็น

 

ค้างเกิน 1วัน

 

- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีราขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม รวมถึงอาหารที่เลยวันหมดอายุแล้ว

 

- ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนทาน

 

- เก็บแยกอาหารที่ยังไม่ได้ทำให้สุกกับอาหารที่สุกแล้วออกจากกันเป็นสัดส่วนเพื่อกันการ

 

ปนเปื้อนเชื้อจากอาหารดิบไปสู่อาหารสุก รวมทั้งดูแลความสะอาดของภาชนะ และอุปกรณ์

 

ทำอาหารด้วย

 

- อาหารที่ปรุงเสร็จแล้วหากจะเก็บในตู้เย็นเพื่อรับประทานต่อไปก็ไม่ควรจะเก็บเกิน 2 วัน

 

หากจะเก็บไว้รับประทานนานกว่า 2 วันควรแบ่งส่วนเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง

 

- ผู้ป่วยที่มีระดับ CD4 ต่ำกว่า 200 cell/mm3 ควรดื่มน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว หรือหากไม่

 

สามารถหาได้อาจใช้น้ำที่ผ่านการต้มให้เดือดฆ่าเชื้ออย่างน้อย 5-10 นาทีแล้ว และเก็บใน

 

ภาชนะปิดสนิท เพื่อลดโอกาสติดเชื้อที่ปนเปื้อนมาในน้ำ สำหรับการดื่มหรือการเตรียม

 

อาหาร และแปรงฟันควรระวังการใช้น้ำประปาหรือน้ำแร่ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ

 

- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนทานอาหาร โภชนาการที่ดีจะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

และยาวนานขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับผู้ที่มีปัญหา ตรวจพบว่าติดเชื้อ หรือ มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง สามารถ

 

ขอคำปรึกษา วิธีการดูแลสุขภาพและ ปฎิบัติตัว แนวทางในการดูแลตัวเอง

 

และแนะนำ การใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เพื่อผู้ติดเชื้อ และภูมิคุ้มกันบกพร่อง

 

ใช้เสริมสร้างระบบภูมิคุ้นกันให้

 

ดีขึ้น และ วิธีการเพิ่ม CD4 และการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ

 

 

 

แบ่งปันประสบการณ์

 

การดูแลสุขภาพ และการใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ของผู้ติดเชื้อ ที่มีระบบภูมิคุ้มกัน

 

บกพร่อง(เอดส์ HIV) ที่ มีผลทำให้ ระดับ CD4 สูงขึ้น และจำนวนไวรอลโหลด หรือไวรัสลดลง

 

และทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ผิวพรรณดูสดใสไขึ้น ช่วยอาการ เป็นตุ่มหรือผื่นดำ 

 

และทำให้ผู้ติดเชื้อ มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถใช้ชีวิต ตามปกติได้

 

   
 
 
ผู้ติดเชื้อ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ในการดูแลสุขภาพตัวเอง ทำให้สุขภาพดีขึ้น
 
 
 
   
 

 

รายนี้ ปรับเปลี่ยนตัวเอง และใส่ใจในการ ดูแลสุขภาพตัวเอง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

 

จึงมีผลทำให้สุขภาพเดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ 

 

 

 

 

 

 

ผู้ติดเชื้อ รายนี้  ดูแลสุขภาพตัวเอง โดยการใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เสริมระบบภูมิคุ้มกัน

 

จากที่จะไม่ไหวแล้ว  จนทำให้สามารถ กลับไปทำงานได้ปกติ 

(ผลลัพธ์การใช้ อาจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคลคน)

 

 

 

 

 

 

 

รายนี้ ใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ เสริมสุขภาพ ทำให้ระดับ CD4 สูงขึ้น 

(ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจะมีความแตกต่างกัน)

 

 

 


รายนี้ ดูแลสุขภาพ และใช้ ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ ทำให้น้ำหนักเเพิ่มขึ้น

(ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจะแตกต่างกันไป)

 

 

 

 

 รายนี้ ใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ แล้วทำให้ อาการตุ่มคันลดลง

(ผลลัพธ์การใช้ ของแต่ละคนอาจะแตกต่างกัน)

 

 

 

 

โทรหรือไลน์ มาขอคำปรึกษาได้ ที่

 

 T.086-4624228 ,Line id 0840004286

 

 T.081-3541158, Line id 233020

 

 

 

ติดต่อสอบถาม

 

 
  
ประกาศ
ข้อความโพสต์ล่าสุด
2017-03-21 13:48:21.0
  
ความคิดเห็นล่าสุด
ความคิดเห็นสินค้าล่าสุด

Tel: ติดต่อ T.086-4624228, Line id 0840004286 T.0813541158 ,line id 233020| Email: 4lagroup@gmail.com