Support
4lagroup
ติดต่อ T.086-4624228
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ

การใช้ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ สำหรับโรคต่างๆ

วันที่: 29-09-2018

 
การใช้ Transfer Factor ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน และโรคต่างๆ
 
     
(Immunorehabiliation with Transfer Factor)
 
(แปลจากงานวิจัยของกระทรวงสาธารณสุข ประเทศรัสเซีย)
 
 
 

               ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในทางการแพทย์ ยังไม่ได้ช่วยทำให้จำนวนคนที่เป็นโรคติด

 

เชื้อหรือโรคที่ไม่ติดเชื้อลดลงไป กว่าเดิม ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนจำนวนมากที่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ

 

โรคทางระบบหายใจ โรคต่อมไร้ท่อ หรือโรคทางด้านจิตและประสาท รวมไปถึงคนที่ติดเชื้อเอดส์เพิ่มขึ้น


               ปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้การเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมหรือการได้รับสารอาหารที่ไม่ถูกวิธีหรือไม่มี ประโยชน์ รวมไปถึง

 

การได้รับยาจากโรคที่ได้รับหรือพฤติกรรมและความเครียดที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวันตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ระบบภูมิคุ้ม

 

กันในร่างกายบกพร่องได้


               การได้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ระบบภูมิ คุ้มกันในร่างกายทำงานได้เป็นปกติหรือทำได้ดีขึ้น สาร

 

ดังกล่าวมีทั้งในธรรมชาติหรือสามารถสังเคราะห์ขึ้น ช่วยทำให้กลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นตามมา


               ในธรรมชาติดั่งเดิม สารกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคน เริ่มต้นจากการได้รับน้ำนมเหลื>องจากมารดา ซึ่งถือว่าเป็นสารกระตุ้น

 

ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่รู้จักกันดี โดยเป็นสายกรดอะมิโน สามารถป้องกันหรือทำลายเชื้อโรค ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส ราหรือโปโตซัว ได้เป็นอย่างดี


               Transfer Factor ที่พบได้ในน้ำนมเหลืองของวัว เป็นสารชนิดหนึ่งที่เป็นสารธรรมชาติและช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่าง กายได้

 

เป็นอย่างดี โดยช่วยทั้งกระตุ้นการทำงานของลิมโฟไซด์ (Lyphocyte) กระตุ้นการหลั่งสารไซโตคายน์และควบคุมกลไกการทำงานของระบบ

 

ภูมิคุ้มกันในร่าง กายได้เป็นอย่างดี


               ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า Transfer Factor มีส่วนสำคัญในการรักษาและป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โรคต่างๆ โรคมะเร็ง ภาวะ

 

ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Transfer Factor  ได้มีการศึกษาและวิจัยทางวิทยาศาสตร์แ

 

ละทางการแพทย์อย่างกว้างขวางในประเทศรัสเซีย



แนวคิดใหม่ในการพัฒนากลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง

               ในยุคศตวรรษที่ 20 ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ปรากฏว่ามีจำนวนคนที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันได้มีการเจริญและพัฒนาสาย พันธุ์ของเชื้อชนิดต่างๆ

 

มากขึ้น การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เพิ่มขึ้น นอกจากเกิดจากการพัฒนาของตัวเชื้อแล้ว ในคนที่ติดเชื้อยังพบว่าภายในร่างกายก็มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีพอ ดัง

 

นั้นจึงถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญทั้งจากภายนอกและภายในที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้


               ปัญหาในการรักษาหรือความพยายามในการใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อยังมีอยู่ เนื่องจากการดื้อยาหรือการพัฒนาสายพันธุ์ของตัวเชื้อ ดังนั้นในการ

 

ป้องกันที่ดีคือการเปลี่ยนรูปแบบเป็นการให้วัคซีนหรือการรักษา ต้านเชื้อจุลินทรีย์ด้วยการให้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator) ซึ่งสามารถจะกระตุ้นระบบ

 

ภูมิคุ้มกันที่จำเพาะและไม่จำเพาะแก่ร่างกาย โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันดังกล่าวจะสามารถทำให้ร่างกายสามารถทำลายหรือ ฆ่าเชื้อที่เข้าสู่ร่างกายได้ทันที


               สิ่งแปลกปลอมที่ถือว่าเป็นแอนติเจน (antigen) ในระยะแรก ร่างกายจะมีการทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล (Neutrophil)และ แมคโคฟาจ

 

(Macrophage) กินโดยตรงและมีการปล่อยเอนไซม์หรือสารย่อยทำลายเชื้อโรคโดยตรง ขณะเดียวกันกระบวนการปล่อยสารที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่ม

 

ทำงานแบบ ไม่จำเพาะ (Humoral immunity linked non-specific factors) ทำให้เม็ดเลือดขาวในกระแสเลื>อดสามารถผ่านผนังเส้นเลือดมายังเนื้อเยื่อที่มี เชื้ออยู่

 

แล้วไปกินเชื้อโรคโดยตรง ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบระยะเฉียบพลัน (Acute inflammatory antimicrobial reaction)


               นอกจากนี้แล้วเซลล์ B-lymphocyte และ Plasma cells จะมีการหลั่งสารแอนติบอดี (antibodies) ซึ่งเป็นสาระสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายหลาย

 

ชนิด ได้แก่ IgA, IgM, IgG, IgE หรือ IgD


               นอกเหนือจาก B-lymphocyte แล้ว T-lymphocyte เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในระบบภูมิคุ้มกัน ในร่างกายบนตัว

 

ของ T-lymphocyte จะมีตัวจับสัญญาณต่อเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายที่จำเพาะเจาะจงมาก และได้มีการแบ่งตัวกลายเป็น T-helper (Th) ซึ่งจะทำให้มีการกระตุ้นการ

 

ทำงานของ T-cell ในรูปแบบของ Cytotoxic T-lymphocyte cละ T-suppressor (Ts) เพื่อติดตามประสิทธิภาพของการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของ

 

เซลล์ Natural killer cell (NK cell) ต่อไป


               สารไซโตคาย์ (Cytokines) ที่สำคัญคือ อินเตอร์ลิวคิน (interleukin) ชนิดต่างๆ ได้แก่ IL-2, IL-4, INF-a, INF-g ที่หลั่งออกมาจาก T-helper

 

lymphocyte หรือ IL-1 จากแมคโคฟาจน์ จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นแมคโคฟาจน์ เพื่อไปทำลายเชื้อและทำให้สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวให้มีขนาดที่เล็กลง และกลายเป็น

 

สารแอนติเจน (antigen) ที่จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันขั้นสองหรือ Majour histocompatibility complex (MHC) ต่อไป โดยกระบวนการติดเชื้อระยะแรก มักใช้เวลา

 

 

ประมาณ 4 ชั่วโมงหลังการติดเชื้อ และออกฤทธิ์ได้นานถึง 4 วัน หากในภาวะที่ร่างกายมีการติดเชื้อหรืออักเสบแบบเรื้อรัง (chronic infection-inflammation) การก

 

ระตุ้นด้วยกระบวนดังกล่าวขั้นตอนจะไม่เกิดขึ้นในเด็กที่ได้รับวัคซีนไปแล้วเป็นระยะเวลานาน ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอาจไม่คงที่หรือลงลงตามระยะเวลา หากได้รับ

 

เชื้อที่แรงกว่า ระบบภูมิคุ้มกันก็อาจไม่สามารถ

 

ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในเด็กมักประสบปัญหาหรือป่วยด้วยโรคติดเชื้อหรืออักเสบ ในระบบทางเดินหายใจได้บ่อย


               แนวทางการรักษาที่เป็นไปได้ในทางการแพทย์คือ การให้สารกระตุ้นระบบการทำงานของ monocytic-macrophage ได้แก่ Sodium mucleinate,

 

myelopid, likopid, polyoxidomy, Echinacea อาจทำได้ รวมไปถึงการใช้สารกระตุ้น Macrophage, B และ T-lymphocytes ได้แก่ Thymus products, pirogenal,

 

prodigiosan เป็นต้น ในการใช้สารต่างๆ นั้นพบว่าก็ยังมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 30-50% ของที่มีอยู่เดิม
 


Transfer Factor 


               Transfer Factor ที่ถูกค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 โดย H.S. Lawrence มีลักษณะโครงสร้างเป็นสารเปปไทด์ที่มีกรดอะมิโนเพียง 44 ตัว และมีน้ำหนักน้อย

 

กว่า 10,000 ดาลตัน (3,500-5,000 ดาลตัน) พบว่ามีความสามารถในการกระตุ้นทั้ง T-suppressor, T-killer และ macrophage

 


               Transfer Factor มีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ สามารถถ่ายทอด CMI หรือ DTH ที่จำเพาะจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ และไม่เป็นพิษต่อผู้รับ


               Transfer Factor ภัณฑ์ที่ไม่ก่ออาการแพ้ในคน ปราศจากเคซีน, Lactogloulins และโปรตีนขนาดใหญ่ (ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้นม) แต่มีส่วนที่สามารถ

 

กระตุ้นไซโตคายน์ในร่างกายได้ โดยคณะกรรมการ Academician AA Vorobiv ของ Russian Academy of Medical Sciences ได้ชี้ชัดว่าสามารถนำไปใช้ในเด็กและ

 

ผู้ใหญ่ได้ โดยไม่มีข้อห้ามในการใช้และปลอดภัยในคนอย่างมาก


               ในการทำงานของ Transfer Factor ในร่างกายนั้นมีหน้าที่ 3 แบบ คือ Inducer, Antigen specific หรือ Suppressor ขึ้นอยู่กับความบกพร่องของระบบ

 

ภูมิคุ้มกันในร่างกายคนมากน้อยเพียงใด แต่กลไกการทำงานของ Transfer Factor มีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือการกระตุ้นเซลล์ Macrophage

 

และ Cytotoxic T-lymphocyte


               Transfer Factor สามารถนำมาใช้ร่วมกับยาอื่นๆ ได้ เพื่อช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายดีขึ้นได้ แต่จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า T

 

ransfer Factor มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการทำงานของ Natural killer cell (NK cell) ได้มากกว่ายาชนิดอื่นๆ
              


การใช้ Transfer Factor ในกลุ่มโรคต่างๆ

 

  1. โรค ไวรัสตับอักเสบ โดยสามารถใช้่ทั้งในไวรัสชนิด บี และ ซี โดยจากรายงานพบว่า ในผู้ป่วยโรคนี้จำนวน 50 รายที่ได้ใช้ TF เพียง 1 แคปซูล/ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง/วัน ติดต่อกัน 14 วัน พบว่ามีผลเทียบเท่ากับการใช้เอนเทอเฟรอน ซึ่งต้องใช้เงินในการรักษาประมาณ 10,000-50,000 US นอกจากนี้การใช้  TF ในกลุ่มผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบชนิดบี จำนวน 24 ราย และไวรัสตับอักเสบชนิดซี จำนวน 34 ราย จำนวน 1 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน นานเพียง 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลข้างเคียง และให้ผลทางคลินิคได้ดีกว่าการใช้ยาอื่น
  2. การ ติดเชื้อ Chlamydial พบว่าการใช้ TF ในผู้ป่วยจำนวน 24 ราย เพศชายที่มีปัญหา Urogenital chlamydiosis เป็นเวลา 10 วัน เพียงวันละ 3 แคปซูลต่อวัน พบว่าสามารถช่วยทำให้ผลการรักษาด้วยยา  ดีขึ้น
  3. โรค ติดเชื้อที่กระดูกและไขกระดูก (Osteomyelitis) พบว่าในกลุ่มโรคนี้จะมีการติดเชื้อเรื้อรัง และเกิดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก การได้รับ TF ครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน นานติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ก่อนการรักษาโดยการผ่าตัด และ 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน นานติดต่อไป 2 เดือนหลังการผ่าตัด จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นและสารอนุมูลอิสระลดลงได้
  4. โรคติดเชื้อ HIV การใช้ TF  สามารถช่วยทำให้ T-helper (CD+4) มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการใช้ TF  เพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์
  5. โรคภูมิแพ้ (Allgeric) พบว่าในกลุ่มโรคภูมิแพ้ T-suppressor จะทำงานลดลงและมีการหลั่ง IgE มากเกินไป ดังนั้น TF จะสามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ทั้งเฉพาะที่ เช่น บริเวณผิวหนัง ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ เป็นเวลา 20 วัน อาการแพ้จึงจะบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันในกลุ่มคนที่เป็นโรค Psoriasis หรือ atopic dermatitis การใช้ TF ประมาณ 7-10 วันก็จะเห็นผล ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น ไม่หลุดลอกและไม่คัน
  6. โรคพยาธิใบไม้ ตับ (Opisthorchiasis) การใช้ TF ครั้งละ 2 แคปซูล 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันเพียง 7 วัน จะให้ผลทางคลินิคที่ดีขึ้น เช่น หลอดเลือดอักเสบหรือปวดตามข้อลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยานานถึง 6 เดือน
  7. โรค มะเร็ง (Oncology patient) ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร พบว่า การได้รับ TF  เพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 30 สัปดาห์ สามารถช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ (Non-specific immunity) และยังพบว่า ปริมาณของ CD3+, CD4+, CD8+ ในเซลล์เม็ดเลือดขาว รวมไปถึงจำนวน NK-cell มีจำนวนเพิ่มขึ้น กลุ่มคนไข้ที่มีอาการข้างเคียงจากโรค เช่น อ่อนแรง หายไป

 

ข้อเสนอแนะในการใช้ Transfer Factor

 

  1. ในการป้องกัน (Prevention) รับประทานเพียง 1 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันนาน 30 วัน
  2. การติดเชื้อระยะเฉียบพลัน (acute infection) ควรรับประทาน 2 แคปซูลต่อครั้ง 3 ครั้งต่อวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน

 

 

    (หมายเหตุ:การใช้ทรานสเฟอร์ แฟคเตอร์ ไม่ใช่ยารักษาและผลการใช้ ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน)
 

 

สอบถาม รายละเอียด เกี่ยวกับ Transfer Factor ประโยชน์และวิธีการใช้  ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ 
สำหรับเสริมสร้าง ระบบภูมิคุ้มกัน และเสริมสุขภาพ หรือแก้ปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันได้ที่
Tel.086-4624228 

 

 

คลิ๊ก Add Friends  เพื่อเพิมเพื่อนไลน์